
กรุงเทพฯ, 10 มกราคม 2569 : มร.ทาคาชิ ไซโตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงการเพิ่มทุนมูลค่า 3,300 ล้านบาท (ชำระเต็ม) ซึ่งนับเป็นการเพิ่มทุนครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท จากเดิมมีทุนจดทะเบียน 2,283 ล้านบาท ส่งผลให้ทุนจดทะเบียนรวมหลังการเพิ่มทุนอยู่ที่ 5,583 ล้านบาท โดยการเพิ่มทุนเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา การเพิ่มทุนดังกล่าวส่งผลให้ CAR (Capital Adequacy Ratio) หรือ อัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน ไตรมาสที่ 3 ปี 2568 มีจำนวน 554% ภายหลังจากเพิ่มทุนแล้วค่า CAR คาดว่าสิ้นปี 2569 จะเพิ่มเป็น 700%
วัตถุประสงค์หลักของการเพิ่มทุนมีด้วยกัน 3 ประการ คือ
1. สร้างความพร้อมในการขยายธุรกิจ และรองรับความเสี่ยงใหม่ เนื่องจากบริษัทพร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่อย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องมีเงินทุนเพียงพอในการรองรับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง แม้จะเผชิญความท้าทายในตลาด แต่บริษัทยังคงมุ่งมั่นส่งมอบคุณค่าใหม่ๆ ที่ดีให้แก่ลูกค้า โดยมีโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่งเป็นรากฐาน
2. เสริมสร้างฐานะทางการเงิน ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นประวัติการณ์ การเพิ่มทุนเชิงรุกในครั้งนี้มิได้เกิดจากความจำเป็นระยะสั้น แต่เป็นมาตรการเชิงกลยุทธ์ระยะยาว เพื่อจะรักษาเสถียรภาพและความยืดหยุ่นทางการเงินในอนาคต
3. แสดงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจระยะยาวในประเทศไทย เพราะการเพิ่มทุนไม่ใช่เพียงมาตรการทางการเงิน แต่เป็นการประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่า โตเกียวมารีนโฮลดิ้งส์ มองประเทศไทยเป็นพันธมิตรการเติบโตที่ยั่งยืนระยะยาว และจะส่งมอบคุณค่าที่ดีให้อย่างต่อเนื่อง
“นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1879 กลุ่มโตเกียวมารีนได้ใช้เวลากว่า 150 ปี ในการสนับสนุนลูกค้าและสังคมทั่วโลก ผ่านบริการประกันภัยและบริการที่เกี่ยวข้อง แม้สังคมจะเปลี่ยนแปลงไป ความมุ่งมั่นของเรายังคงเดิม คือการเป็นบริษัทที่สนับสนุนลูกค้าและสังคมในทุกช่วงเวลาสำคัญ ประกันชีวิตเป็นคำมั่นสัญญาระยะยาวที่สนับสนุนลูกค้าไปอีก 10 - 20 ปี หรือมากกว่านั้น การรักษาสุขภาพทางการเงินระยะยาว และความสามารถในการปกป้องเบี้ยประกันภัยที่ได้รับฝากไว้ จึงเป็นความรับผิดชอบพื้นฐานของเรา
ปัจจุบันตลาดประกันชีวิตไทยยังคงเผชิญสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย ทั้งอัตราดอกเบี้ยต่ำ และค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ลูกค้าต้องการแบบประกันที่ให้ผลตอบแทนที่มั่นคง การเก็บออมเงินเพื่อการเกษียณอายุ และการประกันสุขภาพที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลที่มีราคาเหมาะสมจับต้องได้ การเพิ่มทุนครั้งนี้ ช่วยเสริมสร้างรากฐานแห่งความไว้วางใจดังกล่าว และช่วยให้สามารถรับความเสี่ยงที่ผ่านการประเมินแล้ว เพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจมากขึ้น เพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน และพัฒนาเครื่องมือรวมถึงโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI” มร.ทาคาชิ ไซโตะ กล่าว
โตเกียวมารีนโฮลดิ้งส์ มองไทยเป็นตลาดเชิงกลยุทธ์เพื่อการเติบโตในอนาคต
ประเทศไทยเป็นตลาดเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญยิ่งสำหรับกลุ่มโตเกียวมารีน โดยดำเนินธุรกิจทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัยในประเทศไทย และความมุ่งมั่นในการทำธุรกิจนี้ในประเทศไทย ได้รับการสนับสนุนด้วยการลงทุนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ดังเช่นเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2011 บริษัทจ่ายค่าสินไหมทดแทนกว่า 80,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนคนไทยและบริษัท ในการฟื้นฟูช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
อีกทั้งในปี 2018 ได้เข้าซื้อกิจการ บริษัท ประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน) กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมประกันวินาศภัย ขยายความสามารถในการให้บริการลูกค้าชาวไทยให้กว้างขวางขึ้น ผลงานที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่แท้จริง และความต่อเนื่องของกลุ่มโตเกียวมารีนต่อประเทศไทย การเพิ่มทุนครั้งนี้เป็นการสานต่อความมุ่งมั่นดังกล่าว คือการลงทุนเชิงกลยุทธ์ และมองการณ์ไกลเพื่อการเติบโตของบริษัท
“การตัดสินใจเพิ่มทุนสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในอนาคตของประเทศไทย และแสดงถึงศักยภาพของโตเกียวมารีนประกันชีวิต ประเทศไทย ความไว้วางใจที่เรามุ่งมั่นรักษาไว้ต่อไปอีกกว่า 100 ปีข้างหน้าร่วมกับพันธมิตร บริษัทจะส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ดียิ่งขึ้นแก่ลูกค้า เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน เราขอขอบคุณสำหรับการสนับสนุนที่ดีอย่างต่อเนื่อง และมุ่งหมายรอการเติบโตของโตเกียวมารีนประกันชีวิตในอนาคต” มร.ทาคาชิ ไซโตะ กล่าวสรุป
คุณยุวดี เฉลิมศรีภิญโญรัช รองกรรมการผู้จัดการ-บริหารการเงิน บริษัท โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผย ถึงผลประกอบการภาพรวม ในปี 2568 ที่ผ่านมาว่า บริษัทมีผลประกอบการเบี้ยประกันภัยรับรวม 10,473 ล้านบาท ประกอบด้วย เบี้ยประกันภัยรับปีแรก 1,294 ล้านบาท เติบโตขึ้น 14% เบี้ยชำระครั้งเดียว 700 ล้านบาท เติบโตขึ้น 33% เบี้ยประกันภัยรับปีต่อ 8,479 ล้านบาท เติบโตขึ้น 4%
โดยปี 2568 เป็นปีแรกที่ธุรกิจประกันชีวิตปรับเข้าสู่มาตรฐานบัญชีใหม่ IFRS17 ซึ่งโตเกียวมารีนยังคงแสดงความแข็งแกร่ง โดยมีประมาณการกำไรก่อนหักภาษี 440 ล้านบาท เติบโต 65% จากปีก่อน แบ่งเป็น กำไรจากการประกันภัยหลังหักค่าใช้จ่าย 300 ล้านบาท กำไรจากการลงทุน 100 ล้านบาท และรายได้อื่น 40 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าสินทรัพย์รวม 57,458 ล้านบาท ภายหลังจากการเพิ่มทุนแล้วปี 2569 จะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 60,000 ล้านบาท
สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายเบี้ยประกันภัยรับรวม 10,900 ล้านบาท เติบโต 4 % แบ่งเป็นเบี้ยรับปีแรก 1,380 ล้านบาท เติบโต 6% เบี้ยชำระครั้งเดียว 420 ล้านบาท เบี้ยประกันภัยรับปีต่อ 9,100 ล้านบาท เติบโต 7%
ทั้งนี้ ภายหลังจากการเพิ่มทุนครั้งนี้ บริษัทมีการปรับเปลี่ยนแผนกลยุทธ์ในการลงทุนที่ชัดเจน ได้แก่ การลดสัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลจาก 85% เป็น 70% โดย 15% ที่ลดลงมานั้น 10% จะนำไปลงทุนหุ้นกู้เอกชน จากปัจจุบันลงทุนเพียง 5% จะเพิ่มเป็น 15% ส่วนอีก 5% นำไปลงทุนหุ้น จากเดิมลงทุนเพียง 2% พร้อมก้บขยายการลงทุนไปยังหุ้นต่างประเทศ ซึ่งผลจากการปรับพอร์ตการลงทุนในครั้งนี้ คาดหวังว่าอัตราผลตอบแทนของบริษัทจะสามารถเพิ่มขึ้นได้จากเดิมเฉลี่ยที่ประมาณ 3-3.3% เพิ่มขึ้นเป็น 3.8-4% ซึ่งจำนวน 0.5% ที่เพิ่มขึ้นมาเทียบกับสินทรัพย์ของบริษัท 60,000 ล้านบาท มีจำนวนที่สูงขึ้นเพียงพอในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทยังนำเงินไปขยายการลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ และนำ AI เข้ามาปรับใช้ ยกตัวอย่าง มีการนำระบบซอฟแวร์เข้ามาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงลึก ยังประโยชน์ให้มีการกำหนดเบี้ยประกันกลุ่มได้อย่างเหมาะสมและใกล้เคียงมากยิ่งขึ้น จึงทำให้ลูกค้าได้เบี้ยประกันที่ดีเหมาะสมกับความเสี่ยงขององค์กรอย่างแท้จริง ส่วนทางด้านลูกค้าประกันชีวิตรายบุคคล บริษัทก็มีแอปพลิเคชั่นภายใต้ชื่อ TMLTH Touch Point ที่ให้บริการเกี่ยวกับกรมธรรม์ เช่น การรับชำระเบี้ย การจ่ายสินไหมทดแทนออนไลน์ การตรวจสอบรายละเอียดกรมธรรม์ ทริคในการดูแลสุขภาพ เป็นต้น ทั้งในฐานะผู้เอาประกันภัย (Insured) และเจ้าของกรมธรรม์ (Owner) โดยลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง
อีกทั้ง ปีนี้ 2569 บริษัทยังมีเป้าหมายที่จะเพิ่มการบริการรูปแบบใหม่ๆ เสริมอีก อาทิ การกู้เงินตามกรมธรรม์ที่สามารถยื่นออนไลน์ได้ และยังสามารถตรวจสอบผลตอบแทนของกรมธรรม์ยูนิต ลิงค์ และการสับเปลี่ยนกองทุนออนไลน์ได้ด้วยตนเอง เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันของบริษัทที่มีเป้าหมายขยายพอร์ต ยูนิต ลิงค์ ในขณะเดียวกันจะปรับปรุงแอปพลิเคชั่น Touch Point ให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น โดยการเพิ่มฟีเจอร์ เพิ่มเงินท็อปอัฟออนไลน์ ของกรมธรรม์ยูนิต ลิงค์ เพื่อสร้างความสะดวกให้กับลูกค้าสามารถทำธุรกรรมได้ทันทีภายใต้จังหวะของการลงทุนที่คิดว่าเหมาะสมและสร้างผลตอบแทนได้ทันที
“ปี 2568 เป็นปีที่เต็มไปด้วยความท้าทายสำหรับธุรกิจประกันชีวิต ทั้งจากปัจจัยเศรษฐกิจภายนอกประเทศและภายในประเทศ รวมถึงการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญ ในเงื่อนไขสัญญาประกันสุขภาพมาตรฐานที่มีการนำระบบ Co-payment มาใช้ ส่งผลให้เกิดความต้องการสัญญาประกันสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมากในไตรมาสแรก ขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงต่อเนื่องตลอดปี ทำให้หลายบริษัทต้องปรับกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์อย่างจริงจัง บริษัทที่จะอยู่รอดได้จะต้องมีการปรับตัวอย่างรวดเร็วต่อทุกๆ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น” คุณยุวดี กล่าว
ดร. สมโพชน์ เกียรติไกรวัล ประธานที่ปรึกษาสำนักกรรมการผู้จัดการ และสายงานตัวแทน เปิดเผยถึงผลประกอบการช่องทางการขายผ่านตัวแทนของบริษัทมีการเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งโดยในปี 2568 ที่ผ่านมาช่องทางตัวแทนผลิตผลงานเบี้ยประกันภัยรับรวม 7,314 ล้านบาท ประกอบด้วย เบี้ยประกันภัยรับปีแรก 1,206 ล้านบาท เบี้ยประกันภัยชำระครั้งเดียว 321 ล้านบาท เบี้ยประกันภัยรับปีต่อ 6,108 ล้านบาท (โดยมีเบี้ยจากผลิตภัณฑ์ ILP เกือบ 70 ล้านบาท) และมีจำนวนตัวแทนมากกว่า 6,533 คน
สำหรับในปี 2569 ช่องทางการขายผ่านตัวแทน ตั้งเป้าหมายเบี้ยประกันภัยปีแรก 1,100 ล้านบาท เบี้ยประกันภัยรับปีต่อ 6,503 ล้านบาท รวมเบี้ยประกันภัยรับรวม 7,603 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนตัวแทนให้ได้ 8,000 คน
“จากการที่โตเกียวมารีนโฮลดิ้งส์เพิ่มทุนครั้งใหญ่ครั้งนี้ ทำให้สถานะเงินทุนของบริษัทมั่นคงแข็งแกร่งยิ่งขึ้น สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของโตเกียวมารีนประกันชึวิต ประเทศไทย ด้วยการสนับสนุนนี้ บริษัทจะสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าทุกช่วงชีวิต อีกทั้งขยายช่องทางการขายผ่านตัวแทน ซึ่งเป็นช่องทางการขายหลักให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น รวมถึงการให้บริการลูกค้าได้ดียิ่งกว่าเดิม ที่สำคัญการลงทุนนี้สะท้อนถึงความมุ่งมันในการดำเนินธุรกิจระยะยาวของโตเกียวมารีนประกันชีวิต
“ผมขอขอบคุณลูกค้าผู้ถือกรมธรรม์ทุกท่าน ที่ให้ความไว้วางใจในโตเกียวมารีนประกันชีวิต ประเทศไทย ส่งผลให้บริษัทมีผลประกอบการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ในท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผันผวนในขณะนี้ ขอบคุณพลังตัวแทนฝ่ายขายทุกท่านที่ทุ่มเททำงานอย่างหนัก ทำให้ช่องทางการขายผ่านตัวแทน สร้างผลงานได้อย่างเหนือความคาดหมายตลอดระยะเวลา 16 ปีที่ผ่านมา
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2569 บริษัทมีแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ทางเลือกใหม่ ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น โดยจะมีการเปิดตัวสินค้าสุขภาพ Non-Claim Bonus ซึ่งเป็นรายแรกในอุตสาหกรรมที่ให้ส่วนลดสูงสุดถึง 30% และประกันสุขภาพเด็กแผนใหม่ในเร็วๆ นี้ ในปี 2569 นี้ บริษัทพร้อมยกระดับขีดความสามารถและภาพลักษณ์ตัวแทนโตเกียวมารีนให้ก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น โดยการใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยในการนำเสนอขาย และให้บริการที่มีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว แม่นยำ ยิ่งขึ้น"
ดร.สมโพชน์ กล่าวต่อไปว่า เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาประกันสุขภาพเด็กได้รับความนิยมสูงมาก แต่เนื่องจากเด็กมีการเคลมสูงมากจนส่งผลให้บริษัทขาดทุนจากการรับประกัน จึงจำเป็นต้องยกเลิกการจำหน่าย แต่มาปีนี้มีการปรับปรุงแบบประกันใหม่เพื่อรองรับตลาดประกันสุขภาพเด็กอีกครั้ง คาดว่าจะสามารถปรับการบริหารด้านสินไหมให้รัดกุมมากที่สุด รวมถึงขยายตลาดกรมธรรม์ยูนิต ลิงค์ ที่ได้รับการยอมรับอย่างมากปีที่ผ่านมามีอ้ตราเติบโตถึง 200% จนก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 4 ของอุตสาหกรรม จึงมั่นใจว่าปี 2569 จะก้าวขึ้นอันดับ 3 ของอุตสาหกรรม นอกจากนี้ จะมีสินค้าโรคร้ายแรงอื่นๆ ออกมาให้เป็นทางเลือกเพิ่มมากขึ้นด้วย 











