29 มกราคม 2569 : ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบการเงิน และปัจจัยภายในประเทศที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้หน่วยงานกำกับดูแลอย่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะออกมาประกาศยุทธศาสตร์ระยะกลางอย่างชัดเจน ภายใต้แนวคิด “Building Trust, Powering Growth” สำหรับปี 2569–2571 แต่คำถามสำคัญที่ยังคงค้างอยู่ในใจนักลงทุนจำนวนไม่น้อย คือ
ความเชื่อมั่นที่หายไป จะสามารถเรียกกลับมาได้จริงหรือไม่ และเร็วเพียงใด
ขณะที่ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ท่ามกลางความเชื่อมั่นที่ยังเปราะบาง
โดยก.ล.ต. ระบุว่าปี 2568 เป็นปีแห่งความท้าทายของตลาดทุนไทย ทั้งจากปัจจัยภายในและกระแสโลก โดยได้พยายามยกระดับการกำกับดูแล การบังคับใช้กฎหมาย และการป้องกันการใช้ตลาดทุนเป็นช่องทางฟอกเงิน รวมถึงการพัฒนาตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ในมุมของผู้ลงทุน ภาพที่เห็นในตลาดจริงยังสะท้อนความลังเล ความระมัดระวัง และความไม่มั่นใจในการตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะในหุ้นจดทะเบียนที่คุณภาพและธรรมาภิบาลยังเป็นประเด็นถกเถียงอยู่เสมอ
5 เป้าหมายใหญ่ยุทธศาสตร์กล.ต.ปี2569-2571 กับโจทย์ความเชื่อใจที่ยังต้องพิสูจน์
1. ตลาดทุนแข่งขันได้และสร้างความเชื่อมั่น
แม้ ก.ล.ต. จะให้ความสำคัญกับการยกระดับบริษัทจดทะเบียน การเปิดเผยข้อมูล และการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นขึ้น แต่ในสายตานักลงทุน ความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดจาก “กฎ” เพียงอย่างเดียว หากเกิดจากการเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เช่น ความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้จริง และการจัดการกับกรณีผิดปกติอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม
2. ตลาดทุนกับเศรษฐกิจดิจิทัล
การผลักดัน tokenization และสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงแนวคิด crypto ETF ถือเป็นก้าวที่น่าสนใจ แต่ก็เป็นดาบสองคม หากการกำกับดูแลยังตามไม่ทันนวัตกรรม ความเสี่ยงอาจตกอยู่กับผู้ลงทุนรายย่อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตลาดทุนไทยต้องการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมากที่สุด
3. ตลาดทุนเพื่อความยั่งยืน (ESG)
การยกระดับมาตรฐาน ESG และการเปิดเผยข้อมูลตาม ISSB เป็นทิศทางที่ถูกต้อง ทว่าผู้ลงทุนยังตั้งคำถามว่า ESG จะเป็น “สาระจริง” หรือเพียง “ภาพลักษณ์” หากการบังคับใช้ยังไม่เข้มแข็งพอ และข้อมูลยังไม่สามารถนำไปใช้ตัดสินใจลงทุนได้อย่างแท้จริง
4. สุขภาพทางการเงินและการลงทุนระยะยาว
แนวคิดบัญชีการลงทุนส่วนบุคคล และการป้องกันการหลอกลงทุน เป็นสิ่งที่ตลาดทุนไทยต้องการอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของประชาชนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อระบบสามารถป้องกันความเสียหายได้จริง ไม่ใช่เพียงแก้ไขหลังปัญหาเกิดขึ้นแล้ว
5. การยกระดับองค์กร ก.ล.ต.
การนำ SupTech และ AI มาใช้สะท้อนความพยายามปรับตัวขององค์กรกำกับดูแล แต่สุดท้ายแล้ว เทคโนโลยีจะมีความหมายก็ต่อเมื่อช่วยให้การกำกับดูแล “เร็วขึ้น เท่าเทียมขึ้น และโปร่งใสขึ้น” อย่างที่ผู้ลงทุนคาดหวัง

ขณะเดียวกันนางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวย้ำว่า ท่ามกลางความผันผวนและไม่แน่นอนจากปัจจัยหลายด้านที่อาจส่งผลต่อตลาดทุนไทยในระยะข้างหน้านี้ ก.ล.ต. ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมพัฒนาควบคู่การกำกับตลาดทุน เพื่อให้ตลาดทุนมีความน่าเชื่อถือและยั่งยืน ทุกภาคส่วนเข้าถึงได้
โดย ก.ล.ต. พร้อมปรับเพื่อตอบรับโอกาสและความท้าทายในอนาคตในเชิงรุกและทันการณ์ ผ่านบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยการก้าวพร้อมกันไปข้างหน้า ‘Moving forward with Tie – Trends – Trust’ เพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินและตลาดทุนไทยเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ
ด้วยแผนยุทธศาสตร์ปี 2569–2571 ของ ก.ล.ต. แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการฟื้นฟูและพัฒนาตลาดทุนไทยในระยะยาว แต่ในความเป็นจริง ความเชื่อมั่นไม่ใช่สิ่งที่สร้างได้ด้วยแผนงานเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัย ความต่อเนื่อง ความจริงจัง และผลลัพธ์ที่จับต้องได้
ท่ามกลางความผันผวนและความไม่แน่นอน ตลาดทุนไทยยังคงอยู่บนทางแยกสำคัญ ระหว่าง “ความหวังจากนโยบาย” กับ “ความเชื่อใจจากผู้ลงทุน” ซึ่งเส้นทางข้างหน้าจะนำไปสู่การฟื้นตัวอย่างยั่งยืนหรือไม่ คงขึ้นอยู่กับว่าแนวคิด Building Trust จะถูกแปลงเป็นการกระทำที่สร้างความเชื่อมั่นได้จริง มากเพียงใด และเร็วเพียงใดในสายตาของตลาด ขอเอาใจข่วยก.ล.ตในการผลักดันแผนได้ตามที่วางไว้ และสามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้โดยเร็ว 











