WELCOME TO SEQUEL ONLINE (ซีเคว้ล ออนไลน์)
วันพุธ ที่ 8 เมษายน 2569 ติดต่อเรา
SCB FM มองเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาหลังมีข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว เป็นจังหวะให้ซื้อ USDTHB ได้

8 เมษายน 2569 : กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Financial Markets: SCB FM) เปิดเผยว่า ทิศทางเงินบาทในช่วงนี้ขึ้นอยู่กับแนวโน้มสงครามในอิหร่านเป็นสำคัญ โดยเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นล่าสุดเป็นผลจากการที่สหรัฐฯ และอิหร่านตกลงหยุดยิงชั่วคราวกันได้ ซึ่งเป็นจังหวะดีสำหรับผู้นำเข้าหรือนักลงทุนในการซื้อ USDTHB ได้ อย่างไรก็ดี ในระยะต่อไป มองว่าความไม่แน่นอนยังมีอยู่มาก โดยหากมีการกลับมาโจมตีใส่กันอีก อาจทำให้ตลาดปิดรับความเสี่ยง และเงินบาทกลับไปอ่อนค่าอีกได้ ซึ่งเงื่อนไขในการหยุดยิงถาวรยังคลุมเครือ และมีข้อแตกต่างกันอยู่มาก จึงแนะให้ผู้ประกอบการอาจพิจารณาป้องกันความเสี่ยงเพิ่มเติม ในกรณีฐานที่การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มมากขึ้น แต่อาจยังไม่กลับไปเสรีและปลอดภัยเหมือนก่อนเกิดสงคราม USDTHB อาจอยู่ที่ราว 32.15-32.65

ส่วนในกรณี Worst case ที่การเจรจาหยุดยิงถาวรไม่สำเร็จ สงครามปะทุขึ้นอีกครั้งและยืดเยื้อถึงครึ่งปีหลัง USDTHB อาจสูงขึ้นไปที่ราว 34.00-35.00 ได้ ทั้งนี้ โอกาสที่จะเกิดกรณีเลวร้ายปรับลดลงมากหลังมีข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ โดยตลาดให้โอกาสถึง 86% ที่ทรัมป์จะประกาศยุติสงครามภายในเดือน มิ.ย.

นายแพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ Head of Financial Markets Function ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าเร็วหลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ โดยในช่วงก่อนหน้านี้ที่ตลาดกังวลว่าสงครามจะรุนแรงและยืดเยื้อ ราคาน้ำมันดิบปรับสูงขึ้น ทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า เพราะนักลงทุนโลกต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัย อีกทั้ง ยังพบว่าสถานะการถือครองดอลลาร์ปรับเพิ่มขึ้นจากที่เคยเป็น Short position กลายมาเป็น Long position กดดันให้สกุลเงินภูมิภาคและเงินบาทอ่อนค่า

โดยพบว่าเงินบาทอ่อนค่ามากกว่าสกุลอื่น เพราะไทยมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ (เทียบต่อขนาดของเศรษฐกิจ) มากที่สุด โดยคิดเป็นราว 8% ต่อ GDP อย่างไรก็ดี หลังมีข้อตกลงหยุดยิง ราคาน้ำมันปรับลดลงเร็วเกือบ 20% ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงพร้อมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury yields) ที่ปรับลดลงแรง Sentiment ตลาดที่ปรับดีขึ้น ทำให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น สูงขึ้น เงินภูมิภาครวมถึงเงินบาทกลับมาแข็งค่า

สำหรับมุมมองในระยะต่อไป แนวโน้มเงินบาทจะขึ้นอยู่กับสงครามอิหร่านเป็นสำคัญ โดยในกรณีฐานที่สงครามอาจลดความรุนแรงลง หรือจบได้ภายในเดือนนี้ มองกรอบ USDTHB ที่ราว 32.15-32.65 นายแพททริกกล่าวเสริมว่า หากสหรัฐฯ และอิหร่านผ่อนปรนเงื่อนไขลงมา ก็อาจทำให้การเจรจาดำเนินไปได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ดี คาดว่าหลังผ่านช่วงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ อาจยังมีการโจมตีเกิดขึ้นได้อีกเล็กน้อย เพราะเงื่อนไขถาวรยังคลุมเครือและมีข้อแตกต่าง

สำหรับการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซมองว่า ในกรณีฐานอาจเพิ่มมากขึ้น แต่อาจยังไม่กลับไปเสรีและปลอดภัยเหมือนก่อนเกิดสงคราม จึงอาจทำให้ราคาน้ำมันดิบ (Brent) อยู่ที่ราว $90-100/บาร์เรล ส่วนในครึ่งปีหลัง หากสงครามไม่กลับมาปะทุรุนแรงอีกครั้ง และการส่งน้ำมันผ่านช่องแคบทยอยกลับมาได้มากกว่า 80% อาจทำให้ราคาน้ำมันลดลงอีกได้ และอาจอยู่ที่ระดับ $80-90/บาร์เรล ปลายปี ดังนั้น เงินบาทจึงมีแนวโน้มอ่อนค่าที่สุดในช่วงไตรมาสที่ 2 ที่สงครามมีความไม่แน่นอนสูง แต่น่าจะทยอยแข็งค่าได้ในช่วงที่เหลือของปี

สำหรับกรณี Better case ที่การเจรจาหยุดยิงถาวรสำเร็จภายในเดือนนี้ และการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาดำเนินการได้อย่างเสรีและเป็นปกติ นายแพททริกมองว่า กรอบ USDTHB ในกรณีนี้ที่ราว 31.50-32.00 ในระยะ 1 เดือนจากนี้ โดยมองว่าสงครามที่จบได้เร็วจะทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงมาที่ราว $85-95/บาร์เรล ซึ่งจะทำให้ Sentiment ตลาดเปิดรับความเสี่ยง (Risk-on) มากขึ้น เงินบาทจึงอาจแข็งค่าต่อไปอีกได้ อย่างไรก็ดี โอกาสที่การขนส่งผ่านช่องแคบจะกลับมาเป็นปกติภายในเดือนนี้ยังไม่สูงมากนัก สะท้อนจาก Polymarket ที่ให้โอกาสราว 50% เท่านั้น

ส่วนกรณี Worst case ที่การเจรจาหยุดยิงถาวรไม่สำเร็จ และสงครามยืดเยื้อถึงครึ่งปีหลัง อาจทำให้กรอบ USDTHB สูงขึ้นไปที่ราว 34.00-35.00 เนื่องจาก ราคาน้ำมันอาจสูงขึ้นต่อเนื่องจนแตะระดับ $140/บาร์เรล ตลาดการเงินโลกจะปิดรับความเสี่ยง ในกรณีนี้ อาจเห็นเงินบาทอ่อนค่าต่อไปจนถึงไตรมาสที่ 3 อย่างไรก็ดี โอกาสที่จะเกิดกรณีนี้มีน้อยลงมาก หลังมีข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ โดยตลาดให้โอกาสถึง 86% ที่ทรัมป์จะประกาศยุติสงครามภายในเดือน มิ.ย. ได้

นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า สำหรับผู้นำเข้า USDTHB ที่ราว 31.70-32.20 เป็นระดับที่อาจเข้าซื้อ โดยในช่วงที่มีการหยุดยิงเพื่อเจรจา ทำให้ตลาดลดกังวลลง เป็นโอกาสให้เข้าซื้อ USDTHB ได้ อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนยังมีอยู่มาก และเงื่อนไขหยุดยิงของแต่ละฝ่ายยังไม่ชัดเจน รวมถึงราคาน้ำมันอาจลดลงได้อีกไม่มาก ทำให้เงินบาทอาจไม่สามารถแข็งค่าต่อได้อีกมาก สำหรับผู้ส่งออก USDTHB ที่ราว 32.65-33.15 เป็นระดับที่อาจทยอยขาย โดยมองว่าโอกาสเกิดกรณี Worst case น้อยลงมาแล้ว ดังนั้น แนวโน้มที่เงินบาทจะอ่อนค่าอย่างมากมีน้อยลง แต่คาดว่าความไม่แน่นอนยังสูง อาจมีการโจมตีกันอยู่บ้าง ซึ่งจะทำให้บาทอ่อนค่าได้ในบางช่วง

การย้อนกลับไปศึกษาสงครามรอบก่อนอาจช่วยบ่งชี้ทิศทางตลาดการเงินได้ โดยในสงครามอ่าวเปอร์เซียรอบก่อน (ปี 1990-91) สงครามยืดเยื้อมากกว่า 3 เดือน และทำให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นได้เท่าตัว (จากราว $20/บาร์เรล สู่ $40/บาร์เรล) นายวชิรวัฒน์ประเมินว่า หากสหรัฐฯ และอิหร่านเจรจากันไม่สำเร็จ และสงครามกลับมาปะทุอีกครั้ง ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดมากกว่า 2 เดือน กระทบอุปทานน้ำมันในระยะยาว ก็อาจทำให้ราคาน้ำมันดิบ (Brent) ปรับสูงขึ้นถึง $130-140/บาร์เรล ได้ ซึ่งจะกระทบแนวโน้มเงินเฟ้อและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนได้

เพิ่มเติมว่า ช่วงสงครามปี 1990 US Treasury yields ใช้เวลาไม่ถึง 2 เดือนก็ปรับลดลงได้ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบใช้เวลานานกว่า (ราว 2 เดือน) ก่อนที่จะลดลง โดยสิ่งที่ทำให้ Yields ปรับลดลงมาคือ ตลาดเริ่มหันมากังวลผลกระทบจากสงครามและราคาน้ำมันต่อภาวะเศรษฐกิจมากขึ้น (Growth risk) แทนที่ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อในช่วงแรก (Inflation risk) ดังนั้น Yields ที่ปรับขึ้นจากเงินเฟ้อจึงลดลง เพราะตลาดมองว่านโยบายการเงินอาจต้องผ่อนคลายลงแทนเพื่อประคองเศรษฐกิจ ในระยะต่อไป สิ่งที่ต้องจับตาที่อาจทำให้ Bond yields ปรับลดลงได้ คือตัวเลขเศรษฐกิจจริง (Hard data) แย่ลง

อย่างไรก็ดี ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุดยังค่อนข้างดี ทั้งตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และยอดค้าปลีก ทำให้ Bond yields ยังยืนอยู่ได้ ราคาน้ำมันสูงขึ้นต่อเนื่องจนกระทบครัวเรือนและธุรกิจ โดยในปี 1990 พบว่าราคาน้ำมันสูงขึ้นราว 70% ก็ทำให้ Bond yields ปรับลดลงได้แล้ว หากสงครามรอบนี้ส่งผลคล้ายกัน ราคาน้ำมันดิบที่ราว $125/บาร์เรล อาจทำให้ตลาดกังวลด้าน Growth มากขึ้น และอาจทำให้ 10y yield ลดลงอีกได้

Fed เริ่มส่งสัญญาณกังวลต่อเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งในปี 1990 ตลาด Price-in ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ย แต่สุดท้ายพบว่า Fed ปรับลดดอกเบี้ยลงแทน

สำหรับมุมมองด้านอัตราดอกเบี้ย สงครามในอิหร่านทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้นทั่วโลก ตลาดจึง Price-in โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางมากขึ้น ล่าสุดหลังมีข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ ตลาดให้โอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ยภายในปีนี้ที่ 50% แต่มองว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้ง และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ทั้งนี้ นายวชิรวัฒน์มองว่า ธนาคารกลางน่าจะให้น้ำหนักต่อผลกระทบด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น จึงมองว่า Fed มีโอกาสลดดอกเบี้ยได้ 1-2 ครั้งในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ส่วน ECB มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อในยุโรปจะมีมากกว่าในสหรัฐฯ ขณะที่ BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 1-2 ครั้ง ตามแรงกดดันเงินเฟ้อและแนวโน้มการลดการผ่อนคลายนโยบายการเงิน (Normalization)

สำหรับมุมมองอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ในกรณีฐาน กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% โดยมองว่า หากสงครามทยอยลดความรุนแรงลงได้ และสิ้นสุดใน 1-2 เดือน อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ราว 2-3% ซึ่งจะยังอยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของ ธปท. ขณะที่ GDP ในปีนี้อาจขยายตัวได้เพียง 1.4% (จากเดิมที่ 1.8%) ทำให้ กนง. จะยังเลือกคงดอกเบี้ยไว้ตามเดิม อย่างไรก็ดี ในกรณี Worst case ที่สงครามยืดเยื้อไปถึงกลางปีหรือยาวกว่านั้น อาจทำให้เงินเฟ้อปรับสูงขึ้นไปอยู่ที่ขอบบนของกรอบเป้าหมายนโยบาย (3%) หรือมากกว่า อย่างไรก็ดี ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงในกรณีนี้จะรุนแรงขึ้น โดย GDP ปีนี้อาจขยายตัวได้เพียง 1.00% ซึ่งจะทำให้ กนง. หันมาให้น้ำหนักในเรื่องเศรษฐกิจมากกว่า และตัดสินใจลดดอกเบี้ย 1 ครั้งไปสู่ระดับ 0.75%

การเงิน ดูทั้งหมด



COPYRIGHT © 2016 SEQUEL ONLINE. ALL RIGHTS RESERVED.
FOLLOW UP