
22 เมษายน 2569 : นายอาร์ช คอลมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ กล่าวว่า ตลอดปี 2568 เรามุ่งเน้นการวางรากฐานเพื่อการเติบโตระยะยาว ผ่านการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ทั้งด้านช่องทางจัดจำหน่าย การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการโดยคำนึงถึงประสบการณ์ลูกค้าเป็นสำคัญ รวมถึงการพัฒนาบุคลากร ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาว ส่งผลให้ในปีที่ผ่านมา เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ มีการเติบโต อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปี 2024 โดยมีเบี้ยประกันภัยรับรวม (GWP) ทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย อยู่ที่ 16,100 ล้านบาท เติบโตถึง 22%
โดยทางด้านประกันชีวิตมีเบี้ยรับ 14,500 ล้านบาท แบ่งเป็นช่องทางแบงก์แอสชัวรันส์ 70% ประกันวินาศภัยมีเบี้ยรับ 1,600 ล้านบาท โตประมาณ 30% ซึ่งปี 2569 ตั้งเป้าหมายการขยายตัวในตัวเลข 2 หลักเช่นเดิม นับว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างท้าทายอย่างมากจากปัจจัยต่างๆ เข้ามากระทบมากมายแต่ก็ยังตั้งเป้าหมายเติบโตมากกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งตัวเลขไตรมาสแรก ปี 2569 ก็มีผลการดำเนินงานขยายตัวใน 2 หลัก ซึ่งเติบโตขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาในช่วงเดียวกัน โดยมุ่งเน้นการขยายพาร์ทเนอร์ชิปใหม่ และขยายตลาดประกันสุขภาพที่สามารถจับต้องได้มากขึ้น แต่อัตราเบี้ยประกันถูกลง

อย่างไรก็ดีต้นปีที่ผ่านมาเพิ่งออกแบบประกันที่ชื่อว่า "เจนเฮลท์ มินิ (GEN Health Mini)" และ "เจน เฮลท์ ท็อปอัป (GEN Health top up)" เหมาะสำหรับลูกค้าที่มีความต้องการทำประกันสุขภาพซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจ แต่ยังต้องการทำประกันที่เบี้ยไม่สูงมากนักและชำระแบบรายเดือน ซึ่งแบบประกันทั้งสองก็สามารถตอบโจทย์โดยเบี้ยประกันเพียง 500-700 บาท/เดือนเท่านั้น ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้เอาประกันภัยจำนวนมาก และยังมีตัวเลือกแบบประกันสำหรับกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง Gen Health Premier โดยเร็วๆ นี้จะเพิ่มความคุ้มครองให้สูงขึ้นถึง 30 ล้านบาท
ทั้งนี้ ความสำเร็จดังกล่าวมาจากความแข็งแกร่งของ พอร์ตธุรกิจและช่องทางการขายหลัก โดยเฉพาะช่องทางธนาคาร (Bancassurance) ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีเบี้ยประกันภัยรับปีแรก (SFYP) ที่เพิ่มขึ้น 87% ขณะที่ประกันกลุ่ม (Group Employee Benefits) ก้าวขึ้นสู่อันดับ 3 ของตลาด สะท้อนคุณค่าและความแข็งแกร่งของข้อเสนอที่โดดเด่นของบริษัท ทางด้านช่องทางตัวแทน (Agency) สามารถยกระดับคุณภาพตัวแทนมืออาชีพ โดยมีจำนวนสมาชิกที่ได้คุณวุฒิ MDRT เพิ่มขึ้น 14% ส่วนช่องทางขายตรง (Direct Business) ครองอันดับ 5 ในตลาด ตอกย้ำการเติบโตของโซลูชันแบบเข้าถึงลูกค้าโดยตรง โดยมีช่องทางดิจิทัล (Digital) เป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตสำคัญของการเติบโตในอนาคต โดยมีแพลตฟอร์มดิจิทัล GEN 365 รองรับลูกค้าที่ใช้บริการมากกว่า 600,000 ราย นอกจากนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทยังได้ขยายช่องทางโบรกเกอร์ (Retail Broker) โดยร่วมมือกับโบรกเกอร์ชั้นนำทั่วประเทศ เพื่อขยายการเข้าถึงตลาด และกลุ่มลูกค้าให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

นางสาวยุวดี งานทวีกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายธุรกิจ กลุ่มบริษัท เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ กล่าวเสริมว่า ปีที่ผ่านมาเจนเนอราลี่ มีอัตราการเติบโตของช่องทางแบงก์แอสชัวรันส์ 87% เป็นผลมาจากการมีพาร์ทเนอร์ชิปที่ดีจำนวน 7 แห่ง และ 42 โบรกเกอร์ อีกทั้งบริษัทฯ สร้างผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ผ่านการนำเสนอของธนาคารเกียรตินาคิน โดยมุ่งขยายในกลุ่มลูกค้าระดับบนมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ของการสร้างความมั่งคั่ง สามารถส่งต่อมรดกที่ชัดเจน ซึ่งเป็นแบบประกันที่เรียบง่าย พร้อมการบริการที่เป็นเลิศทำให้มีผู้สนใจจำนวนมาก ดังนั้น ปีนี้ 2569 บริษัทฯ จะขยายพาร์ทเนอร์เพิ่มอีก 3-4 แห่ง ทางด้านกลุ่มสถาบันการเงิน รวมถึงมีการเปิดตัวสินค้าทางด้านประกันเดินทาง จึงขยายพาร์ทเนอร์ไปยังบริษัทที่ทำธุรกิจด้านท่องเที่ยวมากขึ้น 8-10 แห่ง
อีกทั้ง จะมีการออกแบบประกันสุขภาพใหม่ที่มีทั้ง Co-Payment และ แบบจำนวนเงินที่ผู้เอาประกันภัยตกลงรับผิดชอบจ่ายเองเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเคลมประกันในแต่ละครั้ง (Deductible) ส่วนทางด้านประกันชีวิตคาดว่าจะออกแบบประกันบำนาญ ที่ให้ความคุ้มครองถึง 100 ปี ในช่วงกลางปี ที่ขยายงานในช่องทางตัวแทน อีกทั้งแบบประกันชีวิตแบบยูนิเวอร์แซลไลฟ์ (Universal Life) คือกรมธรรม์ที่ควบรวมความคุ้มครองชีวิตและการลงทุนร่วมด้วย
โดยปัจจุบัน กลุ่มบริษัทดูแลลูกค้ามากกว่า 1.6 ล้านราย ผ่านช่องทางการขายแบบ Multi-Channel Distribution ที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงทุกช่องทางการให้บริการอย่างไร้รอยต่อ สะท้อนความมุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์ที่สะดวกและตอบโจทย์ลูกค้าในทุก Touchpoint ขณะเดียวกัน คะแนนความพึงพอใจโดยรวมที่มีต่อแบรนด์ (Relational Net Promotor Score – RNPS) ยังครองอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ตอกย้ำความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของลูกค้า ซึ่งสอดคล้องกับผลคะแนนความพึงพอใจในบริการด้านสินไหมที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมด้วยรางวัล Best Claims Management Insurance Company ของเวทีระดับสากล เป็นเครื่องยืนยันมาตรฐานการบริหารสินไหมที่มีประสิทธิภาพ

นายอาร์ช กล่าวต่อว่า สำหรับปี 2569 คาดว่าจะเป็นอีกปีที่ท้าทาย โดยบริษัทประกันภัย จำเป็นต้องคำนึงถึงบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะเงินเฟ้อ และความผันผวนทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพและความเสี่ยงการเงินมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ดีเจนเนอราลี่กรุ๊ปยังมุ่งก้าวขึ้นสู่การเป็นท็อป 3 ของธุรกิจด้านประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุและประกันเดินทาง
ดังนั้น เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ จึงได้เตรียมต่อยอดกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจด้วยการเสริมแกร่ง 3 เสาหลัก โดยแบ่งเป็น การยกระดับช่องทางการขายผ่านการนำดิจิทัลเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Digitalization) การเสริมศักยภาพให้พันธมิตรด้วยเครื่องมือการขายดิจิทัลที่เชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อ การปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน (process transformation) โดยยึดความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจต่อพันธมิตรด้านการจัดจำหน่าย โดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (product customization)ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม
ในด้านการบริการ เจนเนอราลี่ ประเทศไทย เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการให้บริการสู่ระดับ Best‑in‑Class ภายใต้กลยุทธ์ Customer First โดยให้ความเชื่อมั่นและความใส่ใจเป็นหัวใจของทุกการมีปฏิสัมพันธ์ ความมุ่งมั่นดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านระบบนิเวศดิจิทัลแบบครบวงจร ที่ช่วยให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่น การบริการตนเองที่ใช้งานง่าย ประสบการณ์พิเศษที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละเฉพาะบุคคล พร้อมกระบวนการทำงานที่รวดเร็วขึ้น การสื่อสารเชิงรุก รวมถึงการให้บริการแบบ Omnichannel นอกจากนี้ ได้มีการนำ AI มาใช้ในกระบวนการพิจารณาสินไหม โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มความแม่นยำและเร่งความรวดเร็วในการให้บริการได้ถึง 40%

เพื่อปลดล็อกศักยภาพของบุคลากรในยุค AI เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ ยังคงเสริมสร้างรากฐานเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการลงทุนในการพัฒนาบุคลากร (People) ซึ่งถือเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญสู่ความเป็นเลิศขององค์กร เพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้าน AI และทักษะการทำงานข้ามสายงาน เพื่อให้พนักงานมีทั้งทักษะและกรอบความคิดที่เหมาะสมในการเติบโตและประสบความสำเร็จในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล
สุดท้าย การสร้างคุณค่าระยะยาวให้ทุกภาคส่วน (Sustainability Initiatives) การเดินหน้าดำเนินธุรกิจ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ต่อสังคมและภาคชุมชม ผ่านโครงการความร่วมมือกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ UNDP เพื่อส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ MSME ในประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง เพิ่มขีดความสามารถในการรับมือ กับความเสี่ยง นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเดินหน้าสร้างคุณค่าให้กับสังคมอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการ The Human Safety Net (THSN) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเด็กเล็กและครอบครัว ให้ได้รับโอกาสการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพในช่วงวัยเด็กอย่างเหมาะสม สร้างรากฐานสำคัญของอนาคตที่มั่นคง และอีกหลายโครงการ 










