WELCOME TO SEQUEL ONLINE (ซีเคว้ล ออนไลน์)
วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน 2569 ติดต่อเรา
SpaceX สร้างประวัติศาสตร์ IPO ใหญ่สุดสหรัฐฯ

15 มิถุนายน 2569 : การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ของ SpaceX เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดของตลาดทุนโลกในรอบหลายปี บริษัทเทคโนโลยีอวกาศภายใต้การนำของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ไม่เพียงสร้างสถิติการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป (IPO) ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อธุรกิจอวกาศ เทคโนโลยีดาวเทียม และโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต

รายงานจาก CNBC ระบุว่า หุ้น SpaceX ปิดการซื้อขายวันแรกด้วยการปรับตัวขึ้นถึง 19% ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และก้าวขึ้นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดอันดับ 6 ของสหรัฐอเมริกาในทันที ขณะที่มูลค่าการระดมทุนจาก IPO อยู่ที่ 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าสถิติเดิมของ Alibaba เมื่อปี 2014 ถึงกว่า 3 เท่า ความสำเร็จดังกล่าวยังส่งผลให้อีลอน มัสก์ วัยเกือบ 55 ปี ก้าวขึ้นเป็นมหาเศรษฐีระดับล้านล้านดอลลาร์คนแรกของโลก จากการเป็นผู้บริหารบริษัทที่มีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ถึง 2 แห่ง SpaceX กับมูลค่าที่สะท้อนความคาดหวังของโลก

การเข้าตลาดของ SpaceX ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากนักลงทุนทั่วโลก เนื่องจากบริษัทเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอวกาศที่มีความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีจรวดนำกลับมาใช้ใหม่ (Reusable Rockets) หรือธุรกิจอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงตั้งแต่วันแรก ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า มูลค่าปัจจุบันสะท้อนศักยภาพในอนาคตไปมากเพียงใด และนักลงทุนควรเข้าลงทุนในช่วงเวลานี้หรือไม่

มุมมองจาก “เมย์แบงก์” ชี้ ระยะสั้นผันผวนแต่ระยะยาวยังน่าสนใจ

นายธรรณพ ชำนาญศิลป์ CFP® รองประธานฝ่าย Investment Solution บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า แม้ SpaceX จะเป็นหุ้นแห่งอนาคตที่ได้รับความสนใจอย่างมาก แต่การลงทุนควรพิจารณาทั้งโอกาสและความเสี่ยงควบคู่กัน เมย์แบงก์มองว่า ในระยะสั้นราคาหุ้นอาจเผชิญความผันผวนจากระดับมูลค่าที่สูงมาก โดยราคา IPO ของ SpaceX มีอัตราส่วน Price-to-Sales (P/S Ratio) ประมาณ 90-95 เท่า และ Price-to-Book Value (P/BV Ratio) ราว 40 เท่า ซึ่งถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ แม้ว่าหุ้น IPO ส่วนใหญ่จะมีระยะเวลาห้ามขายหุ้น (Lock-up Period) ประมาณ 6 เดือน แต่ SpaceX มีหุ้นบางส่วนที่สามารถซื้อขายได้ทันทีตั้งแต่วันแรก ทำให้มีโอกาสเกิดแรงขายทำกำไรจากนักลงทุนในช่วงเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม เมย์แบงก์ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อ SpaceX ในระยะยาว โดยมองว่าบริษัทมีข้อได้เปรียบด้านเทคโนโลยีเหนือคู่แข่งอย่างชัดเจน ทั้งในธุรกิจจรวดนำกลับมาใช้ใหม่และเครือข่ายดาวเทียม Starlink ซึ่งสามารถสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงในอนาคต.อีกหนึ่งโอกาสที่น่าสนใจคือแนวคิดการพัฒนา "Orbital Data Centers" หรือศูนย์ข้อมูลในวงโคจร ซึ่งอาจกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับระบบ AI และเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลกในอนาคต

โอกาสจากการเข้าคำนวณในดัชนีสำคัญ

หลังจากเข้าตลาด Nasdaq แล้ว SpaceX มีแนวโน้มถูกนำเข้าคำนวณในดัชนีสำคัญหลายรายการ เมย์แบงก์คาดว่า SpaceX อาจเข้าสู่ดัชนี Nasdaq 100 ภายในประมาณ 15 วันหลังเริ่มซื้อขาย โดยมีน้ำหนักราว 0.4-0.7% ขณะที่ดัชนี MSCI USA และ MSCI World อาจประกาศบรรจุหุ้นภายในเวลาไม่นาน การเข้าสู่ดัชนีเหล่านี้มีความสำคัญ เนื่องจากจะดึงดูดเม็ดเงินจากกองทุนดัชนี (Passive Funds) และ ETF ทั่วโลกให้ไหลเข้าสู่หุ้น SpaceX เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม บริษัทจะยังไม่สามารถเข้าสู่ดัชนี S&P 500 ได้ในระยะสั้น เนื่องจากยังไม่ผ่านเงื่อนไขด้านระยะเวลาการจดทะเบียน ผลกำไร และสัดส่วน Free Float ตามเกณฑ์ของดัชนี

นักลงทุนไทยลงทุนใน SpaceX ได้อย่างไร

สำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการมีส่วนร่วมกับการเติบโตของ SpaceX ปัจจุบันมีช่องทางการลงทุนทางอ้อมหลายรูปแบบ เมย์แบงก์ระบุว่า กองทุน X-SPACE (กองทุนเปิดเอ็กซ์สปริง สเปซ อินโนเวเตอร์ อิควิตี้) มีการลงทุนในหุ้น SpaceX โดยตรงประมาณ 7%

นอกจากนี้ ยังมี DR ที่อ้างอิง Nasdaq 100 ETF เช่น NDX01 และ QQQM19 ซึ่งมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์หลังจาก SpaceX ถูกบรรจุเข้าสู่ดัชนี Nasdaq 100 รวมถึงกองทุนธีมอวกาศอย่าง A-JEDI และ LHSPACE-A ที่คาดว่าจะทยอยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน SpaceX ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

มุมมองจาก FINNOMENA: มองหาช่องทางลงทุนทางอ้อม

ด้าน บริษัท ฟินโนมีนา จำกัด (FINNOMENA) มองว่า แม้นักลงทุนเอเชียส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึงการจองซื้อหุ้น IPO ของ SpaceX ได้โดยตรง แต่ยังสามารถใช้กลยุทธ์การลงทุนทางอ้อมเพื่อรับประโยชน์จากการเติบโตของบริษัทได้ FINNOMENA ชี้ว่า หนึ่งในแนวทางที่ได้รับความนิยมคือการลงทุนผ่านกองทุนรวมและ ETF ที่เน้นหุ้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีอวกาศ ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมได้โดยไม่ต้องถือหุ้น SpaceX โดยตรง
อีกแนวทางหนึ่งคือการลงทุนในบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอวกาศ โดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูง ระบบ AI หุ่นยนต์ และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศอวกาศยุคใหม่

นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภท Structured Products หรืออนุพันธ์ที่อ้างอิงหุ้นเทคโนโลยีและอวกาศในสหรัฐฯ เพื่อสร้างผลตอบแทนจากแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมได้เช่นกัน

ทั้งนี้ การเข้าตลาดหุ้นของ SpaceX ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทั้งอุตสาหกรรมอวกาศและตลาดทุนโลก ความสำเร็จของ IPO ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อเทคโนโลยีแห่งอนาคต และศักยภาพในการเติบโตของธุรกิจอวกาศ

อย่างไรก็ตาม ระดับมูลค่าหุ้นที่สูงมากในปัจจุบันอาจทำให้ราคาหุ้นเผชิญความผันผวนในระยะสั้น ตามมุมมองของ นายธรรณพ ชำนาญศิลป์ จากบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ขณะที่ FINNOMENA มองว่านักลงทุนที่ไม่สามารถเข้าถึงหุ้นโดยตรง ยังมีทางเลือกผ่านกองทุน ETF หุ้นในห่วงโซ่อุปทาน และผลิตภัณฑ์การลงทุนทางอ้อมอื่นๆ

สำหรับนักลงทุนระยะยาว SpaceX ยังคงเป็นบริษัทที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอวกาศ การสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของโลก แต่การเข้าลงทุนควรพิจารณาระดับราคา ความเสี่ยง และระยะเวลาการถือครองให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนของตนเอง เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสการเติบโตในระยะยาวได้อย่างเหมาะสม

การเงิน ดูทั้งหมด



COPYRIGHT © 2016 SEQUEL ONLINE. ALL RIGHTS RESERVED.
FOLLOW UP