
16 มิถุนายน 2569 : สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) จัดการประชุม “IMF Economic Review Conference 2026” เมื่อวันที่ 11–12 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับการกำหนดนโยบายในระดับสากล โดยการจัดประชุมดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม “Road to Thailand” เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF-World Bank Group Annual Meeting) ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 นี้
ทั้งนี้ ภายในงาน ศาสตราจารย์เช็บนัม คาเล็มมี่ เออร์สจัน (Şebnem Kalemli-Özcan) จาก Brown University ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Economic Policies for a Globally Interdependent and Geopolitically Fragmented World” โดยระบุว่า ภายใต้ยุคโลกาภิวัฒน์ 2.0 ที่ระบบการค้าและการเงินโลกมีความแตกแยกมากขึ้น และนโยบายกีดกันทางการค้าถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แม้ว่าความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศจะช่วยให้ประเทศสามารถรองรับความผันผวนได้ดีขึ้น แต่ขณะเดียวกันอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างแรงกดดันระหว่างประเทศเช่นกัน

ดังนั้น ผู้ดำเนินนโยบายควรคำนึงถึงความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เพื่อให้สามารถประเมินผลกระทบของปัจจัยเศรษฐกิจโลกต่างๆ ได้ดีขึ้น และตระหนักถึงนโยบายเศรษฐกิจและการค้าที่อาจย้อนกลับมาส่งผลเสียต่อประเทศตนเอง (self-defeating) ซึ่งอาจเกิดผลลัพธ์ไม่คาดคิดได้สุดท้ายความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นอาจทำให้เงินเฟ้อสูงยาวนาน ซึ่งการดำเนินนโยบายการเงินต้องเผชิญความท้าทายมากขึ้นในการรักษาเสถียรภาพของราคาและเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ดร.ปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเสวนาเชิงนโยบายภายใต้หัวข้อ “Policy in a World of Strategic Interdependence” ว่า ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (emerging markets) กำลังเผชิญความท้าทายหลากหลายในโลกหลายขั้วอำนาจ แม้ว่าประเทศเหล่านี้จะแข็งแกร่งด้านเสถียรภาพทางการเงิน แต่ภาคเศรษฐกิจจริงยังคงเปราะบาง ดังนั้น การยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและผลิตภาพของประเทศจำเป็นต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างมากกว่าการใช้นโยบายเศรษฐกิจระยะสั้น

นางสาวเซเลน่า ลิงง์ (Selena Ling) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และหัวหน้าฝ่ายวิจัย Oversea-Chinese Banking Group กล่าวว่า โลกไม่ได้มีความเป็นโลกาภิวัฒน์น้อยลง แต่รูปแบบเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น การกระจายความเสี่ยง และการสร้างกันชน (buffer) เพื่อรองรับความไม่แน่นอนเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งการกำหนดนโยบายควรให้ความสำคัญกับประเด็นด้านความยั่งยืนและผลิตภาพ และดำเนินนโยบายเชิงรุกมากขึ้น

นายอัลเบิร์ต พัค (Albert F. Park) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ จาก Asian Development Bank กล่าวว่า ความสำเร็จจากการเข้าร่วมห่วงโซ่อุปทานโลกต้องอาศัยทั้งการสนับสนุนเชิงระบบจากนโยบายการค้าและการลงทุน การพัฒนาขีดความสามารถภายในประเทศ ทั้งด้านทักษะแรงงาน ความรู้ด้านดิจิทัล และศักยภาพของภาคธุรกิจ นอกจากนี้ ธนาคารเพื่อการพัฒนา (Development Bank) ยังสามารถมีบทบาทสำคัญผ่านการทำงานร่วมกับรัฐบาลในการขับเคลื่อนการพัฒนาในระยะยาว

ศาสตราจารย์เเดนนี่ ควาห์ (Danny Quah) จาก National University of Singapore กล่าวว่า ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เช่น ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) และ ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) อาจมีส่วนสำคัญในการฟื้นฟูระบบพหุภาคีที่ตั้งอยู่บนกติกา และช่วยประเทศต่างๆ ในการปรับตัวและลดทอนผลกระทบจากการแข่งขันของประเทศมหาอำนาจได้

นอกจากนี้ ภายในงานมีการนำเสนองานวิจัยรวมทั้งสิ้น 12 บทความ ครอบคลุมประเด็นที่หลากหลาย เช่น ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และความแตกแยกในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ นโยบายอุตสาหกรรมที่เหมาะสม สาเหตุและผลกระทบของมาตรการคว่ำบาตร (sanction) การผิดนัดชำระหนี้ของภาครัฐ รวมทั้งบทบาทของเทคโนโลยีทางการเงิน (fintech) เป็นต้น 









