WELCOME TO SEQUEL ONLINE (ซีเคว้ล ออนไลน์)
วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม 2569 ติดต่อเรา
“วอร์ช” พลิกเกมเฟด ชู AI ดันเศรษฐกิจโลก

20 ตุลาคม 2569 : นายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ยุคการเติบโตเชิงโครงสร้าง (Structural Growth) ซึ่งขับเคลื่อนด้วยการลงทุนและเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีศักยภาพเพิ่มผลิตภาพและความมั่งคั่งในระยะยาว แต่เส้นทางดังกล่าวยังเต็มไปด้วยความผันผวน ท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนจากสงครามและราคาพลังงาน พร้อมย้ำว่าเฟดต้องให้ความสำคัญกับเสถียรภาพราคา ควบคู่กับการรักษาความน่าเชื่อถือของสถาบัน และปรับกรอบวิเคราะห์เศรษฐกิจให้เท่าทันสถานการณ์จริง

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นในการสนทนาระหว่าง นางคริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กับนายเควิน วอร์ช ในหัวข้อ “MD’s Fireside Chat with Federal Reserve Chairman Kevin Warsh” เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ระหว่างการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทย ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมประชุมอย่างล้นหลาม จนห้องประชุมแน่นขนัดไปด้วยผู้บริหารสถาบันการเงิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน ตลอดจนผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน

นายวอร์ช กล่าวถึงแนวทางการทำงานด้านนโยบายการเงินว่า ธนาคารกลางไม่ควรยึดติดกับข้อมูลเศรษฐกิจในอดีตซึ่งอาจไม่สะท้อนสถานการณ์ปัจจุบัน หรือพึ่งพาการคาดการณ์ระยะยาวมากเกินไป เนื่องจากไม่มีแบบจำลองใดสามารถคาดการณ์อนาคตได้อย่างสมบูรณ์แบบ สิ่งสำคัญคือการประเมินสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในเวลานั้น ทั้งด้านการผลิต การจ้างงาน และเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นหัวใจของแนวคิด “Look Out the Window” หรือการมองออกไปนอกหน้าต่าง เพื่อทำความเข้าใจสภาพเศรษฐกิจที่อยู่ตรงหน้า

สำหรับผลการประเมินเศรษฐกิจในการประชุมนโยบายการเงินเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา นายวอร์ชระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจยังเป็นไปตามที่เฟดคาดการณ์ไว้ พร้อมยอมรับว่า ประสบการณ์จากวิกฤตการเงินโลกในอดีตได้ทิ้งบทเรียนสำคัญให้แก่เขา แม้จะไม่ใช่ช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดในชีวิตการทำงาน แต่ประสบการณ์ดังกล่าวช่วยให้เข้าใจความเสี่ยงและข้อจำกัดของระบบเศรษฐกิจและตลาดการเงินได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

AI พลิกโฉมเศรษฐกิจ เพิ่มผลิตภาพ แต่เส้นทางยังผันผวน

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของการสนทนาคือผลกระทบจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อเศรษฐกิจและนโยบายการเงิน โดย "นางจอร์จีวา”ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ความตื่นตัวต่อ AI จะเป็นแรงสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก แต่สงครามและแรงกระแทกจากราคาพลังงานกลับเป็นปัจจัยฉุดรั้ง ขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงยืดเยื้อ

นายวอร์ช มองว่า AI เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีศักยภาพเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลกระทบในระยะแรกจะเกิดขึ้นผ่านฝั่งอุปสงค์รวม (Aggregate Demand) ก่อนที่ในระยะปานกลางถึงระยะยาว เทคโนโลยีดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็นแรงกระแทกเชิงบวกด้านอุปทาน (Positive Supply Shock) ผ่านการเพิ่มผลิตภาพและสร้างความมั่งคั่งให้แก่ระบบเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ AI ยังอาจเปลี่ยนวิธีการทำงานของธนาคารกลาง โดยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลข้อมูลเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อนและมีสัญญาณรบกวน ตลอดจนช่วยให้การประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อมีความแม่นยำและรวดเร็วขึ้น ลดข้อจำกัดจากการใช้แบบจำลองทางเศรษฐกิจแบบเดิมเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ดี เตือนว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะไม่ได้เกิดขึ้นอย่างราบรื่น เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับโครงสร้างตลาดและการกระจายผลประโยชน์จากเทคโนโลยี ว่าบริษัทหรือภาคธุรกิจใดจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์และสร้างผลกำไรได้อย่างแท้จริง

เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เฟดได้จัดตั้งคณะทำงานภายนอก 5 ชุดเมื่อประมาณ 4-5 เดือนก่อน ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ ผลิตภาพและการจ้างงาน การจัดเก็บข้อมูล และเงินเฟ้อ โดยคณะทำงานด้านผลิตภาพและการจ้างงานมีกำหนดจัดกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญภายนอก หรือ Field Hearing ครั้งแรกในเขตเบย์แอเรีย (Bay Area) วันที่ 16 พฤศจิกายนนี้

นายวอร์ช ระบุว่า องค์ความรู้จากคณะทำงานเหล่านี้ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว แต่ยังสามารถต่อยอดเป็นสินค้าสาธารณะระดับโลก (Global Public Goods) ที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของ IMF และธนาคารกลางในกลุ่ม G20 ได้อีกด้วย

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงหางตัด (Tail Risks) โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านลบที่อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเงิน ทั้งนี้ ธนาคารกลางไม่จำเป็นต้องเข้าไปยับยั้งความผันผวนตามปกติของตลาดทุกครั้ง แต่ต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจลุกลามจนกระทบต่อระบบการเงินโดยรวมอย่างรอบคอบ

ปฏิรูปเฟด ยกระดับความน่าเชื่อถือทุกภารกิจ

เมื่อถูกถามถึงบทเรียนหลังเข้ารับตำแหน่งประธานเฟดเป็นเวลา 148 วัน นายวอร์ช กล่าวว่า ประสบการณ์การทำงานในเฟดเป็นเวลา 5 ปีครึ่งในอดีตช่วยให้เขาเข้าใจองค์กรและกล้าเสนอแนวคิดเพื่อปรับปรุงการดำเนินงานของหน่วยงานที่มีบุคลากรมากกว่า 23,000 คน สิ่งที่สร้างความประทับใจให้แก่เขา คือ ความรู้ความสามารถและความทุ่มเทของบุคลากรในองค์กร อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมาอาจให้ความสำคัญกับนโยบายการเงินมากเกินไป ทั้งที่บุคลากรมากกว่า 75% ของเฟดทำงานในภารกิจด้านอื่น ไม่ว่าจะเป็นการกำกับดูแลสถาบันการเงิน ระบบการชำระเงิน และการคุ้มครองผู้บริโภค

นายวอร์ช เน้นย้ำว่า อำนาจและความน่าเชื่อถือของเฟดไม่ได้เกิดจากความสามารถในการสร้างเงินเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความไว้วางใจที่สาธารณชนมีต่อสถาบันด้วย หากเกิดข้อผิดพลาดในการกำกับดูแลสถาบันการเงินหรือระบบการชำระเงิน ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อองค์กรโดยรวม ดังนั้น ในช่วง 100 วันข้างหน้า เขาจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุกภารกิจอย่างสมดุลมากขึ้น

สำหรับบทเรียนจากอดีตประธานเฟด นายวอร์ช กล่าวถึงบุคคลสำคัญอย่าง พอล โวลเกอร์ , อลัน กรีนสแปน และเบน เบอร์นันเก ซึ่งต่างต้องเผชิญกับความท้าทายที่ไม่สามารถหาคำตอบได้จากตำราเรียนเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่มีร่วมกันคือความมุ่งมั่นต่อสถาบันและความกล้าที่จะปรับเปลี่ยนองค์กรเพื่อรับมือกับวิกฤตในยุคของตน

นายวอร์ช ยังกล่าวว่า เขาไม่ได้มุ่งเน้นการสร้างมรดกทางความคิดหรือผลงานส่วนตัวเป็นหลัก แต่ให้ความสำคัญกับการตัดสินใจและดำเนินนโยบายในปัจจุบันให้ถูกต้องที่สุด พร้อมย้ำถึงแนวคิด “Interrogate Reality” หรือการตั้งคำถามและตรวจสอบความเป็นจริงที่เกิดขึ้นตรงหน้า เพราะโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วจนไม่อาจคาดหวังให้เศรษฐกิจกลับไปสู่สภาวะเดิมได้อย่างง่ายดาย

ธนาคารกลางทั่วโลกคุมเข้มพร้อมกัน ย้ำเป้าหมายเสถียรภาพราคา

ในช่วงท้ายของการสนทนา นายวอร์ช กล่าวถึงภาพรวมการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group ว่า สิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจ คือ เศรษฐกิจของประเทศสมาชิก G20 ส่วนใหญ่ยังคงแสดงความยืดหยุ่นและเติบโตได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้ต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย

ขณะเดียวกัน การที่ธนาคารกลางทั่วโลกดำเนินนโยบายการเงินในทิศทางที่เข้มงวดขึ้นพร้อมกัน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการรักษาเสถียรภาพราคา โดยไม่มีประเทศใดอาศัยการดำเนินนโยบายของประเทศอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงภาระในการควบคุมเงินเฟ้อ หรือที่ นายวอร์ช อธิบายว่าเป็นการไม่มีผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยไม่ต้องร่วมรับภาระ

สำหรับทิศทางการทำงานของเฟดในระยะต่อไป นายวอร์ช ส่งสัญญาณว่าจะให้ความสำคัญกับกรอบการวิเคราะห์เชิงนโยบาย และนวัตกรรมทางความคิดมากขึ้น แทนการพึ่งพาแบบจำลองทางสถิติแบบเดิมที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าเศรษฐกิจจะปรับกลับเข้าสู่ค่าเฉลี่ยในระยะยาวเสมอ

“เขาเชื่อว่า ในโลกที่โครงสร้างเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ธนาคารกลางจำเป็นต้องเปิดรับข้อมูลใหม่ ทบทวนสมมติฐานเดิม และประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การกำหนดนโยบายสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง”

นายวอร์ช ปิดท้ายด้วยการแสดงความเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีศักยภาพกลับมาแข็งแกร่งและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว พร้อมกล่าวเชิงหยอกล้อเชิญนางจอร์จีวาไปร่วมงานแถลงข่าวของเฟดในครั้งหน้า โดยระบุว่าคำถามของเธอสุภาพและเป็นมิตรกว่าคำถามจากสื่อมวลชน สะท้อนบรรยากาศการสนทนาที่เป็นกันเอง ท่ามกลางประเด็นท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจโลกในยุคเปลี่ยนผ่าน

การเงิน ดูทั้งหมด



COPYRIGHT © 2016 SEQUEL ONLINE. ALL RIGHTS RESERVED.
FOLLOW UP