14 มกราคม 2569 : ภาคเอกชนไทยส่งสัญญาณเตือนถึงทิศทางเศรษฐกิจปี 2569 ที่น่าเป็นห่วง ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ความเปราะบางเชิงโครงสร้างภายในประเทศ และความเชื่อมั่นที่ยังไม่ฟื้นตัว แม้ระบบสถาบันการเงินจะมีเสถียรภาพ แต่เอกชนเห็นตรงกันว่า “เสถียรภาพ” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากขาดการซ่อมแซมและยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจอย่างจริงจัง
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา ส่งผลกระทบต่อไทยโดยตรงค่อนข้างจำกัด เนื่องจากมูลค่าการค้าระหว่างกันมีเพียงราว 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือผลกระทบทางอ้อม โดยเฉพาะความผันผวนของราคาพลังงาน ซึ่งอาจกระทบเศรษฐกิจโลกในวงกว้างหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

ขณะที่กกร.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี หากไม่รวมช่วงวิกฤต สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่ หนี้ครัวเรือนระดับสูง ความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอย ข้อจำกัดด้านงบประมาณภาครัฐ รวมถึงกฎระเบียบและระบบข้อมูลภาครัฐที่ยังไม่เอื้อต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
อีกหนึ่งปัจจัยที่เอกชนกังวลคือค่าเงินบาทที่แข็งค่าถึง 8.2% ในปีที่ผ่านมา สูงเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาค ซึ่งส่งผลต่อภาคส่งออกไม่ต่างจากการถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม ผู้ประกอบการที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศต้องแบกรับต้นทุนความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง กกร. จึงเสนอให้ติดตามปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะธุรกรรมทองคำและสินทรัพย์ดิจิทัล พร้อมผลักดันแนวคิด “connect the dots” เพื่อให้เห็นที่มาของเงินอย่างชัดเจน
ด้านนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เห็นสอดคล้องกันว่า การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาเชื่อมโยงกับการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ และการไหลของเงินผ่านธุรกรรมเฉพาะบางประเภท ประเด็นสำคัญไม่ใช่การทำให้เงินบาทอ่อนค่า แต่คือการดูแลไม่ให้เงินบาทแข็งค่าโดดเด่นกว่าประเทศคู่แข่งทางการค้า เพราะเท่ากับเป็นการเพิ่มต้นทุนให้ผู้ส่งออกไทยโดยไม่จำเป็น
ขณะเดียวกัน ในมุมมองของภาคธนาคาร นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTBระบุว่า แม้ระบบธนาคารจะมีความมั่นคง แต่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชนกลับหดตัว สินเชื่อไม่เติบโต ทั้งผู้กู้และผู้ปล่อยกู้ต่าง “play safe” ทำให้เศรษฐกิจชะลอลงอย่างต่อเนื่อง ความมั่นใจจึงไม่ได้เกิดจากธนาคารหรือดอกเบี้ยต่ำ หากต้องมาจากภาพรวมเศรษฐกิจและนโยบายภาครัฐที่ชัดเจน
นายปิติ ยังตั้งข้อสังเกตว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะ “ศักยภาพถดถอย” มากกว่าการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ เพราะเครื่องยนต์เศรษฐกิจแบบเดิมเริ่มอ่อนแรง ประเทศไทยยังพึ่งพาการกระตุ้นผ่านการแจกเป็นหลัก แต่ขาดการ “ซ่อม” และ “สร้าง” ระบบเศรษฐกิจใหม่ ส่งผลให้โครงสร้างเศรษฐกิจมีลักษณะชราภาพ และยากที่จะกลับไปเติบโตได้เหมือนในอดีต
ภาคเอกชนเห็นตรงกันว่าประเทศไทยต้องมี “หัวรถจักรเศรษฐกิจ” รูปแบบใหม่ ที่สามารถดึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กให้เติบโตไปพร้อมกัน สร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบในประเทศ และยกระดับรายได้แรงงาน ไม่ใช่เพียงการเป็นฐานประกอบหรือฐานนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งอาจสร้างรายได้ระยะสั้น แต่ไม่ช่วยยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว
แนวคิด “Reinvent Thailand” จึงถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง ในฐานะแผนรีเซ็ตประเทศ โดยเน้นการคิดใหม่ใน 3 แกนหลัก ได้แก่ แกนประชาชน แกนเศรษฐกิจ และแกนภาครัฐ ตั้งแต่การแก้หนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบ การพัฒนาทักษะแรงงาน การสร้างสวัสดิการที่ยั่งยืน ไปจนถึงการปฏิรูประบบจัดซื้อจัดจ้างและการสนับสนุนสินค้าไทยแท้ เพื่อสร้างห่วงโซ่เศรษฐกิจที่เข้มแข็งจากภายใน
ทั้งนี้ เสียงสะท้อนจากภาคเอกชนชี้ชัดว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 กำลังยืนอยู่บนจุดเปราะบาง หากยังพึ่งพาการกระตุ้นระยะสั้นโดยไม่ยกระดับศักยภาพประเทศ เศรษฐกิจอาจถดถอยลงเรื่อยๆ ทางออกจึงไม่ใช่เพียงดอกเบี้ยต่ำหรือเสถียรภาพการเงิน แต่คือการมี “แบบประเทศ” ที่ชัดเจน และความร่วมมือจริงจังระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อพาเศรษฐกิจไทยกลับสู่เส้นทางการเติบโตอย่างยั่งยืน 











