3 มิถุนายน 2569 : นายจิตวุฒิ ศศิบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ในปัจจุบันมีสถานการณ์มีการผันผวนอย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจ การเมือง ตลอดจนการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งล้วนมีปัจจัยบวกและลบเข้ามาอย่างรวดเร็วมาก รวมถึงภัยธรรมชาติต่างๆ อีกด้วย ตนจึงมองว่าธุรกิจประกันภัยผู้คนยังให้ความสำคัญเพราะเป็นธุรกิจที่ป้องกันความเสี่ยงทั้งในชีวิตประจำวันรวมถึงการบริหารธุรกิจที่ให้ความมั่นคงต่อไปในอนาคตได้ ฮาวเด้นฯ จึงพยายามเป็นที่ปรึกษาประกันภัยให้กับประชาชนหรือธุรกิจให้สามารถเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน
สำหรับผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา 2568 มีเบี้ยประกันรับรวมประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยมีเบี้ยประกันรับจากช่องทางประกันรถยนต์ คิดเป็นสัดส่วน 38–40% ตลาดประกันที่ไม่ใช่รถยนต์ (Non‑Motor) ประมาณ 60% หรือ 3,000 ล้านบาท แยกเป็นประกันทรัพย์สิน ประกันความรับผิดบุคคลภายนอก property & Casualty มีอยู่ประมาณ 20% หรือ 600 ล้านบาท ที่เหลือก็เป็นประเภทอื่นๆ เช่นประกันทางทะเลและขนส่งประมาณกว่า 300 ล้านบาท ด้านกำไรมีกว่า 100 ล้านบาท

นายจิตวุฒิ กล่าวต่อไปถึงเป้าหมายปี 2569 บริษัทฯ คาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้น 16% ซึ่งภาพรวมผลงานช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-พ.ค.69) สามารถขยายการเติบโตแล้วประมาณ 10% โดยการรับประกันภัยทางด้านรถไฟฟ้า EV ที่ยังมีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องด้วยประเด็นเรื่องราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นตัวแปรที่สำคัญ จนทำให้คนส่วนใหญ่หันมาใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น สำหรับด้านความคุ้มครองรถป้ายแดง ปีแรกทางดีลเลอร์รถจากบริษัทแม่มีโปรโมชั่นแถมประกันชั้น 1 ฟรี ดังนั้น ปีที่สองเราต้องพยายามรักษาฐานการต่ออายุให้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็พยายามจะเป็นตัวกลางเจรจาให้ทั้งบริษัทประกันภัยและลูกค้าได้ราคาเบี้ยประกันที่ยุติธรรมด้วยกันทั้งสองฝ่าย รวมถึงพยายามเจรจากับบริษัทรถไฟฟ้าให้ลดราคาอะไหล่ให้บริษัทประกันภัยด้วย
นอกจากนี้ ยังขยายงานในกลุ่มงานประกันภัยทรัพย์สิน อาทิ ประกันอุตสาหกรรม-โรงงาน-ปิโตรเคมี-โรงเหล็ก (Corporate Risk) และประกันไซเบอร์ ที่เริ่มมีอัตราการเติบโตที่สูงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งบุคลากรที่มีความเป็นมืออาชีพพวกเรื่องของความรู้ (Knowledge) เฉพาะทางมีน้อย จึงถือเป็นจุดเด่นของบริษัทฯ ที่มีบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านนี้ ทำให้เราสามารถจะเติบโตเรื่องของ Financial Line และประกันไซเบอร์ได้ดี รวมถึงการประกันภัยรับประกันคำรับรองและการชดใช้ค่าสินไหม (Warranty & Indemnity Insurance – W&I) ถึงแม้แบบประกันดังกล่าวจะมีเบี้ยประกันไม่สูงมากนัก แต่คาดว่าในอนาคตก็จะเป็นรายได้ส่วนหนึ่งที่เข้ามาเพิ่มขึ้นซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการรับงานรับประกันภัยด้าน Trade Credit เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ให้บริการด้านความเสี่ยงของการค้าขายระหว่างประเทศมากว่า 1 ปี ยังเป็นสัดส่วนที่เล็กอยู่มีเพียง 2-3% ของพอร์ต คาดว่าในอนาคตจะเติบโต 100-200% และประกันที่น่าสนใจขณะนี้ คือ ประกันภัยไซเบอร์ ที่ป้องกันการทำสงครามไซเบอร์ด้วยวิธีการ เจาะข้อมูล ปล่อยสแปมเข้าไปให้ระบบพังซึ่งลูกค้าให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังมีประกันภัยในกลุ่มพลังงานทางเลือก (Renewable Energy) ที่รับงานมากว่า 3 ปี ขณะนี้มีผู้ประกอบการไทยที่เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเขาไปลงทุนพวก พลังงานหมุนเวียน (Solar wind) มากขึ้น ซึ่งช่วงแรกโตขึ้น 100% แต่ปัจจุบันเติบโตเพิ่มขึ้น 300-400% โดยความคุ้มครองประเภทเดียวกับประกันภัยทรัพย์สิน ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ประกันภัยความรับผิดบุคคลภายนอก เป็นต้น
นอกจากนี้ การลงทุนในด้าน Data Center ในตลาดเริ่มมาลงทุนมากขึ้น เพราะเมื่อมีการนำโปรแกรม AI เข้ามาปรับใช้เยอะขึ้น ระบบที่ใช้ server แบบเดิมก็ถูกยกเลิก เปลี่ยนไปใช้ AI/Cloud (Cloud Storage) เนื่องจากระบบเดิมห้องสํารองข้อมูลต้องมีขนาดใหญ่มาก และเป็นห้องเก็บอุณหภูมิที่เย็นคงที่ ดังนั้น ห้องเก็บอุณหภูมิในอดีตล้วนทำมาจากโฟมจึงมีความเสี่ยงหากเกิดไฟไหม้ แต่ปัจจุบันการสำรองข้อมูลถูกปรับไปเป็นแบบ AI/Cloud ความเสี่ยงลดลงมีวัสดุป้องกันไฟฟ้าดีขึ้น แบตเตอรี่ก็ทันสมัยมากขึ้นจึงทำให้คนทยอยเข้ามาลงทุนมากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นตลาดอีกประเภทหนึ่งที่เป็นอนาคตของประเทศ
นายจิตวุฒิ กล่าวต่อไปการดำเนินธุรกิจ (M&A : Mergers and Acquisitions) ที่เป็นคนกลางในการประสานความร่วมมือด้านขยายธุรกิจหรือควบรวมกิจการว่า ธุรกิจนี้ยังไม่ค่อยมีใครทำเท่าไหร่นัก เนื่องจากผู้ชำนาญการด้านนี้มีจำนวนน้อย โดยบริษัทฯ เพิ่งจัดสัมมนาไปเมื่อต้นเดือนมีนาคม และขณะนี้มีบริษัทขนาดกลางเข้ามาเสนองานด้านประกันภัยซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาตกลงมูลค่าระดับ 1,000 ล้านบาท ซึ่งในอุตสาหกรรมยังมีความต้องการควบรวมกิจการอีกมาก แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจไม่ดีคนต้องการจะซื้อเขาก็อยากซื้อของถูก ขณะที่คนขายก็อยากได้ราคาสูง โดยกลุ่มที่มีการซื้อขายกันเยอะ อาทิ กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และ ธุรกิจอาหาร เป็นต้น
"อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปโบรกเกอร์เองก็ต้องปรับเปลี่ยนบทบาทให้เป็นที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงที่ถูกต้อง (Trust-Risk Advisory) ดังนั้น สิ่งที่สำคัญ ประกอบด้วย 1.บุคลากร จะต้องมีความรู้เฉพาะทาง โดยจะต้องเรียนรู้พัฒนาศักยภาพทันให้เท่ากับผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต เพื่อตอบโจทย์ความเสี่ยงภัยของลูกค้าอย่างครบวงจร ซึ่งบริษัทฯ ก็ยังพยายามสรรหาบุคลกรที่เก่งมีศักยภาพเข้ามาเสริมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการมีจิตสำนึกในงานบริการ (Service Mindset) 2. การดำเนินงาน (Operation) การนำเทคโนโลยีหรือ AI เข้ามาปรับใช้ เพื่อช่วยส่งเสริมให้บุคลกรและการทำงานและการบริการลูกค้าอย่างมีศักยภาพรวดเร็ว 3.ด้านผลิตภัณฑ์ประกันภัย บริษัทฯ สามารถนำความรู้จากบริษัทแม่มาปรับใช้กับความเสี่ยงใหม่ของคนไทยได้ นับว่าเป็นจุดเด่นของบริษัทฯ ที่แตกต่างจากคู่แข่งในระยะยาว เพราะฉะนั้นในระยะยาว 5-10 ปีข้างหน้ามุมมองความเสี่ยงภัยอาจจะเปลี่ยนแปลงไป แต่หากมีการปรับตัวในทุกเรื่องที่กล่าวมาจะส่งผลให้โบรกเกอร์เติบโตและขยายตัวได้ในอนาคต" นายจิตวุฒิ กล่าวสรุป 









