20 สิงหาคม 2569 : ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ชี้การเงินเพื่อความยั่งยืนกำลังก้าวสู่ ‘ยุคแห่งการจัดสรรเงินทุน’ ขับเคลื่อนโดย 3 ปัจจัย ได้แก่ 1.การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ 2.การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center และ 3.การรับมือต่อความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 3 เมกะเทรนด์สำคัญกำลังเปลี่ยนเกณฑ์การพิจารณาความน่าเชื่อถือของธุรกิจในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน (Bankability) ในประเทศไทย จากเดิมพิจารณาเพียงโครงการหรือสินทรัพย์เข้าข่าย ‘สีเขียว’ หรือ ‘ยั่งยืน’ หรือไม่เข้าสู่ยุค Bankability ใหม่ ที่พิจารณาเพิ่มเติมคือความพร้อมของโครงการ, ศักยภาพทางเศรษฐกิจ, โครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการสร้างมูลค่าและชำระหนี้ในระยะยาว
แนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำลังจะปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างเกณฑ์การออกตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Bond) และตราสารหนี้เพื่อกิจกรรมสีเหลืองตามมาตรฐาน Thailand Taxonomy (Thailand Amber Bonds) ในวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รายงานยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในครึ่งแรกของปี 2569 สูงถึง 1.47 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้น 37% YoY) โดยเป็นเงินลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลราว 1.12 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกัน ธนาคารโลกประเมินว่าไทยจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพิ่มเติมอีก 2.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอีก 25 ปีข้างหน้า

เจสัน ลี หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานแถลงข่าว Financing Thailand’s Next Economy ว่า “ปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนจุดเปลี่ยนสำคัญของ Sustainable Finance ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่มุ่งเน้นการจัดประเภทหรือกำหนดฉลากของสินทรัพย์ ไปสู่ยุคของการจัดสรรเงินทุน โดยคำถามสำคัญที่มากกว่า ‘โครงการจัดอยู่ในกลุ่มสีเขียวหรือยั่งยืนหรือไม่?’ คือการพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ เส้นทางการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน ความพร้อมด้านพลังงาน น้ำ และโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนความสามารถของสินทรัพย์ในการดำเนินงานและสร้างรายได้ท่ามกลางความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งหมดกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมิน Bankability ของธุรกิจและโครงการต่าง ๆ”
การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance): คอขวดที่ย้ายไปสู่ขั้นตอนเตรียมความพร้อมขององค์กร
เมกะเทรนด์แรก การที่ ก.ล.ต. อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นต่อร่างหลักเกณฑ์ Transition Bond และ Thailand Amber Bond ถือเป็นก้าวสำคัญ แต่คอขวดสำคัญถัดไปของการระดมทุนมีแนวโน้มขยับมาอยู่ที่ความพร้อมขององค์กรก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการออกตราสาร
ตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่านเป็นเพียงเครื่องมือทางการเงิน ไม่ใช่ตัวแผนการเปลี่ยนผ่าน การระดมทุนจะเกิดขึ้นได้ ภาคธุรกิจต้องรู้ชัดเจนว่าจะต้องปรับเปลี่ยนสินทรัพย์ใด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เท่าใด ต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร โครงการใดควรเริ่มก่อน ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และมีหลักฐานเชิงประจักษ์เพียงพอตามตามความคาดหวังของสถาบันการเงินและนักลงทุน
ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จึงได้พัฒนาบริการ Sustainability360 Advisory Program เพื่อช่วยปิดช่องว่างด้านความพร้อมดังกล่าว โดยครอบคลุมตั้งแต่การจัดทำกรอบการระดมทุนเพื่อความยั่งยืน (GSS Framework) การออกแบบตัวชี้วัดและเป้าหมาย (KPI/SPT) การประเมินกิจกรรมตามเกณฑ์ของ Thailand Taxonomy การประสานงานกับผู้ให้ความคิดเห็นของผู้ชำนาญการอิสระ (Second Party Opinion: SPO) ไปจนถึงการรายงานผลหลังได้รับเงินทุน
โครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center: ย้ายจุดโฟกัสจาก ‘ปริมาณ’ สู่ ‘คุณภาพ’ การลงทุน
เมกะเทรนด์ที่สอง คือการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center ในประเทศไทย โดยมียอดขอส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในกลุ่มดิจิทัลสูงถึง 1.12 ล้านล้านบาท จุดเปลี่ยนที่น่าสนใจ คือนโยบายภาครัฐเริ่มให้ความสำคัญกับ ‘คุณภาพของการลงทุน’ โดย BOI ได้เพิ่มเกณฑ์การคัดกรองโครงการ Data Center ทั้งในมิติประสิทธิภาพการใช้พลังงานและน้ำ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม การสร้างประโยชน์แก่ประเทศ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
“AI อาจจะทำงานบนระบบคลาวด์ แต่โครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังนั้นต้องอาศัยทรัพยากรมหาศาล ทั้งพลังานไฟฟ้าและน้ำ ความพร้อมของระบบการจัดการพลังงานจึงกลายเป็นตัวแปรทางการเงินที่สำคัญ แม้ Data Center จะใช้วิศวกรรมออกแบบให้สอดคล้องกับเกณฑ์กรีนไฟแนนซ์ได้ แต่ต้องพิจารณาความพร้อมด้านพลังงาน น้ำ โครงข่ายไฟฟ้า ความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงทางกายภาพจากสภาพภูมิอากาศ รวมถึงคุณค่าทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในประเทศด้วย”
การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation): มิติที่เคยถูกมองข้าม
เมกะเทรนด์ที่สาม คือ การปรับตัวรับมือภัยธรรมชาติ ที่ผ่านมาการเงินเพื่อความยั่งยืนมักมุ่งเน้นไปที่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) แต่ข้อมูลจากธนาคารโลก สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเงินลงทุนด้าน Climate Adaptation ที่มีนัยสำคัญ โดยจากความต้องการเงินลงทุนด้านภูมิอากาศของไทย 2.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น เป็นงบประมาณด้าน Climate Adaptation สูงถึง 1.05 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่างบด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่อยู่ที่ 9.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
“น้ำท่วม ภัยแล้ง หรือคลื่นความร้อน อาจเริ่มต้นจากปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อส่งผลกระทบต่อรายได้ ต้นทุนการดำเนินงาน หรือมูลค่าหลักประกัน มันจะกลายเป็น ‘ความเสี่ยงทางการเงิน’ ทันที การปรับตัวรับมือภัยธรรมชาติจึงต้องถูกดึงเข้ามาอยู่ในกระบวนการจัดสรรเงินทุนหลักของธุรกิจ” 












