3 กันยายน 2569 : บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทประกันภัยที่เป็นเจ้าตลาดประกันรถยนต์ (Motor Insurance) ของประเทศไทย มาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ ซึ่งปี 2568 มีเบี้ยประกันรับรวมประมาณ 42,923 ล้านบาท ครองส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ในพอร์ตประกันภัยรถยนต์สูงถึงประมาณ 22.97% คิดเป็นเบี้ยรับตรงเฉพาะประกันรถยนต์สูงถึง 36,380 ล้านบาท ดังนั้น บริษัทฯ จึงกำหนดเป้าหมายขยายการรับประกันภัยเพิ่มขึ้นในฝั่งของการประกันที่ไม่ใช่รถยนต์ (Non-Mortor) เมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้เบี้ยประกันภัยเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปควบคู่ไปกับการประกันรถยนต์
นางฐวิกาญจน์ เตชทวีทรัพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า วิริยะประกันภัยตั้งเป้าหมายการเติบโตของธุรกิจการประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ หรือ (Non Motor) ช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมาไว้ 9.7% หรือเบี้ยประกัน 5,700 ล้านบาท แต่ปัจจุบันผ่านมา 2 ไตรมาสหรือ 6 เดือน สามารถเติบโตได้ถึง 18% โดยในส่วนของประกันสุขภาพสามารถเติบโตค่อนข้างดี ส่วนฝั่ง P&C (Property & Casualty) เติบโตได้มากกว่า 11% เปรียบเทียบกับภาพรวมอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตเพียง 3.5% ถือว่ามีอัตราการเติบโตที่ดีกว่าตลาดมาก ดังนั้น ภายในสิ้นปีนี้คาดว่าจะขยายการเติบโตของเบี้ยประกัน Non Motor ประมาณ 6,000 ล้านบาท

วิสัยทัศน์การเติบโตอย่างยั่งยืน และความท้าทายในอนาคต
ในอนาคตระยะยาว 2-3 ปีข้างหน้า วิริยะประกันภัยกำหนดกลยุทธ์หลักและวางทิศทางการเติบโตของพอร์ต Non-Motor ไว้ว่า จะมุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน โดยจะไม่แข่งกันลดราคาเบี้ยประกันภัยหรือเล่นสงครามราคา (Price War) ซึ่ง "วิริยะประกันภัยมีจุดยืนที่ต้องการดูแลลูกค้าทุกรายและทุกกรมธรรม์ที่อยู่กับเราตั้งแต่กรมธรรม์แรกจนถึงกรมธรรม์สุดท้าย" เหมือนบทพิสูจน์ในวิกฤตประกันภัยโควิดที่บริษัทฯ ดูแลรับผิดชอบเคลมจนจบ ถึงแม้บริษัทจะบาดเจ็บและเจ็บตัวก็ตาม
สำหรับเบี้ยประกัน Non-Motor ที่ผ่านมาบริษัทฯ มีอัตราเติบโตด้วยตัวเลขสองหลัก (2-digit growth) มาโดยตลอด และในอนาคตก็จะยังคงมุ่งมั่นรักษาการเติบโตในระดับสองหลักนี้ไว้อย่างมีเสถียรภาพ ซึ่งปัจจุบันส่วนแบ่งการตลาด Non-Motor ของวิริยะฯ มีสัดส่วนประมาณ 4.6% - 4.7% โดยอยู่อันดับที่ 7 ของอุตสาหกรรม ขยับดีขึ้นมาจากปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่อันดับ 8 แต่อย่างไรก็ดี มีการตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันพอร์ต Non-Motor ให้ขึ้นไปอยู่อันดับที่ 6 ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า แต่ต้องยอมรับว่าค่อนข้างท้าทายพอสมควรเพราะต้องเพิ่มยอดเบี้ยประกันภัยอีกเป็นพันล้านบาท
นางฐวิกาญจน์ กล่าวอีกว่า ในปีนี้ บริษัทฯ ไม่ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เนื่องจากทางทีมผู้บริหารระดับสูงมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการลงทุนพัฒนาโครงสร้าง "ระบบบริการ (Service Portal)" เป็นหลัก เพื่อยกระดับงานบริการหลังการขายให้แข็งแกร่งและดีที่สุด ดังนั้น จึงหันมาใช้กลยุทธ์มุ่งเน้นการผลักดันและกระตุ้นยอดขายของผลิตภัณฑ์เดิมที่วางระบบไว้แล้วแทน
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้เติบโตได้สูงเกินกว่าเป้าหมายที่วางไว้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ
- การประกันภัยทรัพย์สินและเบ็ดเตล็ด (P&C) ขับเคลื่อนด้วยกระแสเรื่อง Climate Change หรือภัยพิบัติต่างๆ เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่เมื่อปลายปีที่แล้ว แผ่นดินไหว และอัคคีภัย สิ่งเหล่านี้เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ยอดฝั่ง P&C เติบโตอย่างมีนัยสำคัญและเกินเป้าหมายที่คาดไว้
- การประกันสุขภาพและอุบัติเหตุส่วนบุคคล (A&H) ขับเคลื่อนด้วยเรื่อง Medical Inflation (อัตราเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล) ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกกังวลและตระหนักถึงความจำเป็นในการทำประกันภัยมากขึ้น และอีกส่วนที่สำคัญมากๆ คือ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) ซึ่งใน 2 ไตรมาสแรก วิริยะประกันภัยเติบโตในส่วนของ PA สูงถึง 42%
โดยผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม PA ที่เติบโตแบบมีนัยสำคัญถึง 100% (แม้ว่าสัดส่วนพอร์ตจะยังไม่ใหญ่มากแต่ทิศทางดีมาก) คือ แบบประกัน "Motor Add-on" ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อขายควบคู่ไปกับประกันภัยรถยนต์ โดยให้ความคุ้มครองทั้งเรื่องอุบัติเหตุระหว่างการขับขี่ และยังมีค่าชดเชยรายวันระหว่างที่ลูกค้านำรถเข้าซ่อม (ชดเชยค่าซ่อม) ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์ชูโรงที่ต่อยอดกับประกันภัยรถยนต์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของเราได้เป็นอย่างดี ช่วงปีที่แล้วจนถึงปีนี้ ปัจจุบันมียอดเบี้ยประกันภัยรวมเฉพาะตัว Motor Add-on ตอนนี้เติบโตจนเป็นหลัก 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นแบบประกันที่ตัวแทนสามารถออกข้อเสนอขายคู่กันกับประกันภัยรถยนต์ได้เลย เบี้ยประกันเริ่มต้นเพียง 500 บาท/ปี เท่านั้น ทำให้เสนอขายได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น บริษัทฯ ก็พร้อมโปรโมทอย่างเต็มที่ เพื่อความครอบคลุมด้านประกันภัยของลูกค้า
"สำหรับด้านความคุ้มครองนั้นแบบประกันภัยรถยนต์ทั่วไปหากเป็นฝ่ายถูก เราจะได้ค่าชดเชยจากคู่กรณีอยู่แล้ว แต่สำหรับ Motor Add-on นี้ ไม่ว่าลูกค้าจะเป็น "ฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด" ก็จะได้รับเงินชดเชยด้วย (ถ้าเป็นฝ่ายถูกก็คือได้รับเงินชดเชยสองเท่า) ทำให้เป็นจุดแข็งที่ตัวแทนนำไปอธิบายและขายได้ง่ายขึ้น
ยกตัวอย่างความคุ้มครองเริ่มต้นอยู่ที่ 100,000 บาท ส่วนค่าชดเชยระหว่างซ่อมจะเป็นการเหมาจ่ายต่อครั้ง ครั้งละ 2,000 บาท (ครอบคลุมประกันรถยนต์ทุกประเภท ทุกชั้น) และจำกัดการเคลมสูงสุด 5 ครั้งต่อปี (ที่ทำเป็นลักษณะเหมาจ่ายต่อครั้งแทนแบบรายวัน เพื่อให้เบี้ยประกันเริ่มต้นในราคาประหยัดที่ 500 บาท เพื่อให้ขายง่ายขายคล่อง แต่เราก็มีพาร์ทเนอร์บางรายที่อยากทำแบบชดเชยรายวันจริงๆ เช่น วันละ 1,000 บาท ซึ่งเราก็ออกแบบและทำแยกให้เฉพาะ) ซึ่งผลิตภัณฑ์ Motor Add-on นี้ไม่จำเป็นต้องทำประกันรถยนต์กับวิริยะประกันภัยเท่านั้น จะทำประกันรถยนต์จากที่ไหนก็สามารถมาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ Motor Add-on เพื่อรับความคุ้มครองเพิ่มเติมจากเราได้ทันที
นอกจากนี้ วิริยะประกันภัยยังมีพาร์ทเนอร์รายใหญ่ 2-3 รายที่นำตัวผลิตภัณฑ์ Motor Add-on ไปจำหน่ายเต็มรูปแบบ ซึ่งทำให้มียอดขายได้ปีละ 100-200 ล้านบาท/ราย เพราะฉะนั้น จึงมุ่งที่จะขยายพาร์ทเนอร์รายใหญ่ลักษณะนี้เพิ่มอีกสัก 5 ราย เพื่อขยายเบี้ยประกันให้เพิ่มขึ้นอีก 500 ล้านบาท ซึ่งถือว่ามีความเป็นไปได้สูงและไม่ยากจนเกินไป" นางฐวิกาญจน์ กล่าว

ด้านผลิตภัณฑ์ประกันภัยทรัพย์สิน (P&C) ประกันภัยความรับผิดผู้ขนส่งครองอันดับ 1
หากพิจารณาถึงการประกันภัยทรัพย์สิน บริษัทฯ ประกันภัยความรับผิดผู้ขนส่ง (Carrier's Liability) โดยวิริยะเป็นอันดับ 1 โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) สูงถึง 56% และยังสามารถเติบโตต่อเนื่องได้มากกว่า 9%
2. ประกันภัยวิศวกรรม มีอัตราเติบโตอย่างโดดเด่นมากกว่า 20% 3. ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย เติบโตสูงถึง 29% โดยมีผลิตภัณฑ์ ชูโรง คือ "ประกันบ้าน 999" เบี้ยประกันคงที่ด้วยราคาเพียง 999 บาท/ปี ให้วงเงินคุ้มครองสูงสุดถึง 1 ล้านบาท (ทุนประกันจะปรับลดหลั่นตามประเภทของวัสดุบ้าน เช่น บ้านปูน บ้านไม้ หรือบ้านกึ่งไม้กึ่งปูน) ผลิตภัณฑ์นี้เหมาะมากสำหรับกลุ่มลูกค้าที่ไม่มีภาระหนี้หรือสินเชื่อผ่อนบ้านแล้ว เพราะหากยังมีสินเชื่ออยู่ ธนาคารมักบังคับซื้อประกันผ่านธนาคาร ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการตอบรับดีมากเพราะขายง่าย เบี้ยจับต้องได้ง่าย ขณะนี้มีเบี้ยประกันเติบโตเกือบแตะ 100 ล้านบาท
4. ประกันภัย SME (SME Secure) จากกระแสสถานการณ์ไฟไหม้ร้านค้าหรือร้านอาหารที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในปัจจุบัน ทำให้ผู้ประกอบการเกิดความตื่นตัวและสนใจทำประกันมากขึ้น เรามีผลิตภัณฑ์ประกันภัย SME ที่ขายง่าย เบี้ยประกันฟิกซ์เริ่มต้นเพียง 1,500 บาทต่อปี ให้วงเงินคุ้มครองสูงสุด 500,000 บาท (คุ้มครองโครงสร้างตามประเภทวัสดุเช่นกัน) เพื่อช่วยตอบโจทย์และให้ตัวแทนนำไปปิดการขายได้รวดเร็ว
ประกันสุขภาพดาวเด่น แนวทางการรับมือ Medical Inflation และแผนในอนาคต
นางทวิกาญจน์ กล่าวถึง เรื่อง Medical Inflation หรือ เงินเฟ้อทางการแพทย์ นับว่าเป็นประเด็นใหญ่ที่อุตสาหกรรมประกันภัยพูดคุยกันอย่างแพร่หลายในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สำหรับวิริยะประกันภัย พิจารณาว่าเงื่อนไข Deductible (ความรับผิดชอบส่วนแรก หรือค่าเสียหายส่วนแรก) และ Copayment (ค่าใช้จ่ายร่วม) เป็น "ผลิตภัณฑ์ทางเลือกเพื่อช่วยลดภาระและแบ่งเบาค่าเบี้ยประกันของลูกค้า" โดยไม่มีการบังคับทำประกัน เพราะฉะนั้น สำหรับลูกค้าใหม่ของวิริยะประกันภัยที่มีอายุเกิน 11 ปีขึ้นไป หากต้องการให้บริษัทฯ ดูแลและคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลตั้งแต่บาทแรก ก็สามารถซื้อแผนปกติที่ไม่มีเงื่อนไข Deductible ได้เลย แต่หากลูกค้ากังวลเรื่องเบี้ยประกันที่ปรับสูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ ก็สามารถเลือกซื้อแผนที่มีออปชัน Deductible หรือ Copay เพื่อช่วยลดเบี้ยประกันลงได้
- กรณีลูกค้าเลือกออปชัน Copay อย่างเดียว จะช่วยประหยัดเบี้ยประกันภัยลงได้ประมาณ 22% – 22.5%
- กรณีลูกค้าเลือกออปชัน ควบคู่ทั้ง Copay และ Deductible จะได้รับส่วนลดค่าเบี้ยประกันภัยสูงสุดถึง 64%
ทั้งนี้ เมื่อมีการกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวนี้ออกมาช่วง 3 เดือนแรกปี 2569 ส่งผลให้เบี้ยประกันสุขภาพลดน้อยลงเนื่องจากเบี้ยประกันเฉลี่ยต่อคนลดลง และลูกค้ารวมถึงพนักงานยังอยู่ระหว่างการปรับตัวและทำความเข้าใจเงื่อนไขใหม่ (ตัวอย่างเช่น ยอดเดิมเคยขายได้เดือนละ 20 ล้านบาท เมื่อออกตัว Deductible ยอดค่าเบี้ยอาจลดลงเหลือ 5 ล้านบาท) แต่ ณ ปัจจุบัน ยอดขายเบี้ยประกันสุขภาพดีดตัวกลับมาสู่ระดับปกติเท่ากับยอดเดิมที่เคยทำได้แล้ว เพราะเมื่อพนักงานผ่านการอบรมจนเข้าใจดี และสามารถสื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจและมองเห็นประโยชน์ว่าสิ่งนี้คือผลิตภัณฑ์ทางเลือกในการช่วยประหยัดค่าเบี้ยประกันภัย ลูกค้าก็เปิดใจรับและหันมาซื้อเพิ่มมากขึ้น
โดยผลิตภัณฑ์ดาวเด่นชื่อว่า "Room Care" ซึ่งเป็นแผนประกันภัยที่ออกแบบมาเพื่อมุ่งเน้นคุ้มครองค่าห้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลโดยเฉพาะ ผลิตภัณฑ์นี้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มีสวัสดิการเดิมอยู่แล้ว เช่น ประกันสังคม หรือประกันกลุ่มของบริษัท แต่พบว่าค่าห้องเดิมไม่เพียงพอต่อค่าห้องโรงพยาบาลเอกชนในปัจจุบัน ซึ่งค่าเบี้ยประกันกว่า 1,000 บาท/ปี วงเงินความคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาท และช่วยชดเชยค่าห้องสูงสุดคืนละ 1,000 บาท ถือเป็นตัวช่วยอุดรอยรั่วค่าใช้จ่ายส่วนต่างของลูกค้าที่ดีมาก

นอกจากนี้ ต้นปีหน้า 2570 ยังมีเป้าหมายที่จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มเติมในกลุ่ม "Mini Health" เพื่อตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) และกลุ่มคนวัยเกษียณเพื่อแบ่งเบาภาระค่าเบี้ยประกันสุขภาพสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีประกันสุขภาพหลักหรือสวัสดิการที่อื่นอยู่แล้ว แต่ต้องการเติมวงเงินความคุ้มครองเพิ่มในราคาที่เอื้อมถึงเบี้ยประกันไม่สูงมากนัก โดยมีทุนประกันคุ้มครองอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 200,000 บาท ค่าเบี้ยประกันภัยเฉลี่ยประมาณ 5,000 - 6,000 บาทต่อปี (หากผู้ซื้ออายุเยอะหน่อยก็อาจขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 10,000 กว่าบาทต่อปี) ซึ่งเป็นลักษณะการเคลมแบบเหมาจ่ายแต่มีเพดานสูงสุดต่อการรักษาแต่ละครั้ง (Cap per event) เพื่อคงระดับค่าเบี้ยประกันภัยให้อยู่ในเกณฑ์ประหยัดและยั่งยืนสำหรับลูกค้า ปัจจุบันกำลังอยู่ในขั้นตอนรัน Stress Test เพื่อประเมินขอบเขตและอัตราเบี้ยประกันภัยที่คุ้มค่าที่สุด คาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปีหน้า
"อย่างไรก็ดี Medical Inflation เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบทั้งอุตสาหกรรม (Industry) เราต้อง "ร่วมด้วยช่วยกัน" คือ ทั้งฝั่งลูกค้า บริษัทประกันภัย และโรงพยาบาล ต้องร่วมกันดูแลว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ Medical Inflation ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในฝั่งประกันภัยกับโรงพยาบาล ณ ปัจจุบันเรามีความเข้าใจทางโรงพยาบาล ซึ่งเพราะบางครั้งก็นวัตกรรมการรักษาพยาบาลใหม่ๆ เข้ามาในช่วงแรกจะทำให้ต้นทุนค่อนข้างสูง แต่ในภาคของประกันภัย ก็พยายามทำงานอย่างใกล้ชิดกับทางโรงพยาบาล โดยเข้าไปทำงานร่วมกับทีมบริหาร (Management) หรือทีมตรวจสอบภายใน เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและดูแลให้ค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นจริงมีความเหมาะสมกับลูกค้าเป็นรายบุคคล ซึ่งโรงพยาบาลส่วนใหญ่ก็ร่วมมือตั้งทีมรวมถึงพัฒนาการบริหารจัดการ (Management) ให้แข็งแรงขึ้นเพื่อมอนิเตอร์ค่าใช้จ่ายร่วมด้วย
ส่วนทางด้านลูกค้า อยากขอความร่วมมือเวลาที่ไปใช้บริการโรงพยาบาล ช่วยตรวจสอบดูบิลค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลว่าค่าใช้จ่ายต่างๆ มีความถูกต้องสมเหตุสมผลตามความเป็นจริงหรือไม่ สิ่งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมด้วยช่วยกันคอนโทรล ไม่เช่นนั้น Medical Inflation ก็จะส่งตัวสูงขึ้นไปเรื่อยๆ "นางฐวิกาญจน์ กล่าวสรุป 













