4 กันยายน 2569 : ในช่วงที่แนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล หรือ ESG กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจและการตัดสินใจลงทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เดินหน้าส่งเสริมให้บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) นำ ESG เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นระบบ โดยล่าสุดสนับสนุนการเผยแพร่ “คู่มือการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความยั่งยืนสำหรับบริษัทหลักทรัพย์” ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) ร่วมสนับสนุน เพื่อยกระดับบทบาทของบริษัทหลักทรัพย์ในฐานะตัวกลางสำคัญในการขับเคลื่อน Sustainable Finance ของตลาดทุนไทย
โดยทางนางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ปัจจุบัน ESG ไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพการให้บริการผู้ลงทุน ดังนั้น บริษัทหลักทรัพย์ที่สามารถบูรณาการ ESG เข้ากับการวิเคราะห์การลงทุน การให้บริการลูกค้า และการบริหารจัดการภายในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ลงทุนได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยให้องค์กรสามารถมองเห็นและบริหารความเสี่ยง รวมถึงโอกาสทางธุรกิจได้อย่างรอบด้าน

คู่มือ ESG กับการยกระดับมาตรฐานบริษัทหลักทรัพย์
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากปี 2568 ที่ ก.ล.ต. จัดทำ “คู่มือการใช้ปัจจัยด้าน ESG ในการจัดทำบทวิเคราะห์สำหรับบริษัทหลักทรัพย์” เพื่อช่วยให้บริษัทหลักทรัพย์เตรียมความพร้อมในการนำข้อมูล ESG มาใช้ประกอบการวิเคราะห์และให้บริการข้อมูลแก่ผู้ลงทุน ล่าสุดตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงได้จัดทำคู่มือการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนขึ้นมาเพิ่มเติม เพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์สามารถนำ ESG ไปใช้ในระดับองค์กรและกระบวนการดำเนินธุรกิจได้กว้างขึ้น
เนื้อหาของคู่มือครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดโครงสร้างกำกับดูแลด้านความยั่งยืน การประเมินประเด็นสำคัญด้าน ESG หรือ ESG Materiality Assessment การกำหนดนโยบาย เป้าหมาย และกลยุทธ์ ตลอดจนการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ยังมีแบบประเมิน ESG Self-Assessment เพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์สามารถประเมินระดับความพร้อมของตนเอง และนำผลไปวางแผนพัฒนาการดำเนินงานด้าน ESG อย่างต่อเนื่อง
ข้อดีของการนำ ESG มาใช้
ประโยชน์สำคัญคือการทำให้ ESG ถูกนำมาใช้มากกว่าการเป็นเพียง “ข้อมูลประกอบการลงทุน” แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์สามารถนำข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลมาวิเคราะห์ความเสี่ยง โอกาส และมูลค่าของกิจการ รวมถึงนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ลงทุนยุคใหม่
ในมุมของอุตสาหกรรมตลาดทุน การมีแนวทางที่ชัดเจนยังช่วยยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของบริษัทหลักทรัพย์ไทยให้มีทิศทางเดียวกันและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล อีกทั้งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว
แต่ ESG ก็มีต้นทุนและความท้าทาย
อย่างไรก็ตาม การผลักดัน ESG ไม่ได้มีแต่ข้อดี เพราะบริษัทหลักทรัพย์จำเป็นต้องลงทุนทั้งด้านบุคลากร ระบบข้อมูล เทคโนโลยี และกระบวนการทำงาน เพื่อให้สามารถรวบรวม วิเคราะห์ และตรวจสอบข้อมูล ESG ได้อย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะบริษัทที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น อาจมีต้นทุนในการปรับระบบและพัฒนาบุคลากรค่อนข้างสูง อีกความท้าทายคือคุณภาพและความสม่ำเสมอของข้อมูล ESG จากภาคธุรกิจ หากข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือใช้เกณฑ์ที่แตกต่างกันมาก การนำข้อมูลไปวิเคราะห์อาจทำได้ยาก ดังนั้น การขับเคลื่อน ESG จึงต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากบริษัทหลักทรัพย์ บริษัทจดทะเบียน ผู้ลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแล ไม่ใช่ภาระของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง
นักลงทุนได้ประโยชน์อย่างไร
สำหรับนักลงทุน การที่บริษัทหลักทรัพย์นำ ESG มาผนวกกับการวิเคราะห์การลงทุน จะช่วยให้การตัดสินใจมีข้อมูลรอบด้านมากขึ้น ไม่ได้พิจารณาเพียงผลประกอบการหรือราคาหุ้นในระยะสั้น แต่สามารถมองเห็นความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อธุรกิจในอนาคต เช่น ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ พฤติกรรมของผู้บริโภค หรือประเด็นด้านธรรมาภิบาล
นอกจากนี้ นักลงทุนยังมีโอกาสเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์เป้าหมายด้านความยั่งยืนมากขึ้น ทำให้เงินลงทุนสามารถถูกจัดสรรไปสู่กิจการที่มีศักยภาพในการเติบโตและมีการบริหารจัดการความเสี่ยงในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดทุนทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนอย่างรับผิดชอบมากขึ้น
ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมก็ได้ประโยชน์
สำหรับผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องการระดมทุนผ่านตลาดทุน การให้ความสำคัญกับ ESG จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและกลุ่มนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ขณะเดียวกัน การมีข้อมูล ESG ที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ ยังช่วยให้บริษัทสื่อสารกับนักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในระยะยาว การปรับตัวด้าน ESG ยังสามารถช่วยผู้ประกอบการลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงกระตุ้นให้เกิดการปรับปรุงกระบวนการผลิต การใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการยกระดับธรรมาภิบาลภายในองค์กร ซึ่งทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงกับความสามารถในการแข่งขันและมูลค่าของธุรกิจ
ดังนั้น การผลักดัน ESG ของ ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ASCO จึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มภาระให้กับบริษัทหลักทรัพย์ แต่เป็นความพยายามที่จะเปลี่ยน ESG ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างตลาดทุนไทย ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การให้บริการผู้ลงทุน ไปจนถึงการจัดสรรเงินทุนให้กับภาคธุรกิจที่มีศักยภาพและบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน หากทุกภาคส่วนสามารถนำแนวคิด ESG ไปปฏิบัติอย่างเหมาะสมและไม่มองเป็นเพียง “การทำตามเกณฑ์” แต่เป็นเครื่องมือในการสร้างคุณค่าให้ธุรกิจ ตลาดทุนไทยก็มีโอกาสพัฒนาไปสู่ระบบการเงินที่มีความโปร่งใส มีความรับผิดชอบ และสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว 













