
22 กันยายน 2569 : ในวันที่คนไทยมีอายุยืนขึ้นมากกว่าที่เคยเป็น ความท้าทายทางการเงินก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่า 15.7 ล้านคน หรือคิดเป็น 22% ของประชากรทั้งประเทศ และสัดส่วนดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 36% ภายในปี 2593 สะท้อนการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบของไทย ขณะที่อายุคาดเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ราว 76-78 ปี และมีแนวโน้มยืนยาวขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มองว่าภายใต้โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความท้าทายของคนไทยอาจไม่ใช่เพียงการมีเงินพอในวันเกษียณ แต่คือการทำให้เงินก้อนนั้นเพียงพอสำหรับชีวิตที่อาจยาวนานอีก 30-40 ปีหลังหยุดทำงาน หรือที่นักวางแผนการเงินเรียกว่า Longevity Risk ความเสี่ยงจากการมีชีวิต ยืนยาวกว่าที่วางแผนไว้ ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในโจทย์ทางการเงินสำคัญของสังคมอายุยืน
เมื่ออายุขัยเพิ่มขึ้น แต่การวางแผนยังอยู่ในกรอบเดิม
ประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และคาดว่าจะขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า ขณะเดียวกัน อายุเฉลี่ยของคนไทยก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความก้าวหน้าทางการแพทย์ การเข้าถึงบริการสุขภาพ และการดูแลตัวเองที่ดีขึ้น ความเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนความสำเร็จของประเทศในด้านสาธารณสุข แต่ในอีกมุมหนึ่งก็กำลังสร้างโจทย์ใหม่ให้กับภาคครัวเรือน เพราะแม้คนไทยจะมีอายุยืนขึ้น แต่รูปแบบการออมและการวางแผนเกษียณกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงเร็วในระดับเดียวกัน
หลายคนยังคงคำนวณเงินเกษียณจากสมมติฐานเดิมว่า เงินต้องพอใช้ถึงอายุ 75 หรือ 80 ปี ทั้งที่ในความเป็นจริงอาจมีชีวิตอยู่ถึง 90 ปี หรือมากกว่านั้น นั่นหมายความว่าเราอาจไม่ได้ประเมินเงินเกษียณต่ำเกินไป แต่กำลังประเมินความยืนยาวของชีวิตต่ำเกินไปต่างหาก
คนยุคใหม่กำลังเสี่ยงเงินหมดก่อน
หากมองย้อนกลับไป ความกังวลของคนรุ่นก่อนคือ การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร หรือมีรายได้ไม่เพียงพอสำหรับดูแลครอบครัว แต่สำหรับคนยุคปัจจุบัน ความเสี่ยงกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โจทย์สำคัญอาจไม่ใช่การมีเงินพอใช้ในวันนี้ แต่คือการมีเงินเพียงพอสำหรับอีก 20-30 ปีข้างหน้าหลังเกษียณ ลองจินตนาการถึงคนที่เกษียณในวัย 60 ปีและมีเงินเก็บก้อนหนึ่งที่คิดว่ามากพอสำหรับชีวิตหลังเกษียณ แต่เมื่ออายุ 85 หรือ 90 ปี เงินก้อนดังกล่าวกลับลดลงอย่างต่อเนื่องจากค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นตามวัย สุดท้ายความเสี่ยงที่แท้จริง ไม่ใช่การขาดเงินในวันเกษียณ แต่คือการขาดเงินในวันที่เกษียณมาแล้วนานหลายสิบปี
Longevity Risk ไม่ใช่ปัญหาส่วนบุคคล แต่เป็นโจทย์เศรษฐกิจของประเทศ
ประเด็นนี้ไม่ได้ส่งผลเฉพาะระดับบุคคลหรือครอบครัวเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย เมื่อประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นเร็วกว่าประชากรวัยทำงาน ภาระการดูแลในครัวเรือนก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตามไปด้วย ครอบครัวจำนวนมากอาจต้องแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งมาดูแลพ่อแม่หรือผู้สูงอายุในบ้านมากขึ้น ขณะที่กำลังแรงงานของประเทศลดลง ยิ่งหากผู้สูงอายุมีเงินออมไม่เพียงพอ ภาระดังกล่าวอาจส่งต่อไปยังลูกหลาน ระบบสวัสดิการภาครัฐ และระบบเศรษฐกิจโดยรวม กล่าวได้ว่า Longevity Risk กำลังเปลี่ยนจากโจทย์เรื่องการเงินส่วนบุคคล ไปสู่โจทย์สำคัญของสังคมสูงวัยในอนาคต
อีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยคือ หลังเกษียณแล้วค่าใช้จ่ายจะลดลง ในความเป็นจริง ค่าใช้จ่ายบางประเภทอาจลดลง เช่น ค่าเดินทางไปทำงาน หรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับอาชีพ แต่ค่าใช้จ่ายอีกหลายด้านกลับปรับเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ การรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการดูแลระยะยาว ยิ่งผู้คนมีอายุยืนมากขึ้น โอกาสที่จะต้องอยู่กับโรคเรื้อรังหรือภาวะพึ่งพิงก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย นั่นหมายความว่า การวางแผนเกษียณในปัจจุบันไม่สามารถมองเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายประจำวันได้อีกต่อไป แต่ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในช่วงอายุ 80 ปี หรือ 90 ปีด้วย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายครอบครัวมักไม่ได้คำนวณเผื่อไว้ตั้งแต่ต้น

จาก Retirement Planning สู่ Longevity Planning
แนวคิดการวางแผนการเงิน จึงกำลังเปลี่ยนจากการคิดถึงวันเกษียณ ไปสู่การคิดถึงชีวิตหลังเกษียณ คำถามสำคัญของคนยุคใหม่จึงไม่ใช่เพียงว่า จะมีเงินเท่าไรเมื่ออายุ 60 ปี แต่ต้องถามต่อว่า หากมีชีวิตอยู่ถึง 90 ปี หรือมากกว่านั้น เงินก้อนเดิมจะยังสามารถดูแลคุณภาพชีวิตได้หรือไม่ การสร้าง Financial Well-being ในยุคอายุยืนจึงต้องมองครบทั้งการออม การลงทุน การรักษาสภาพคล่อง การบริหารความเสี่ยง และการวางแผนความคุ้มครองควบคู่กันไป เพราะไม่มีเครื่องมือทางการเงินใดเครื่องมือหนึ่งที่สามารถรับมือกับ Longevity Risk ได้ทั้งหมด
Financial Well-being คือการเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตที่ยืนยาวกว่าที่คิด ในฐานะองค์กรที่ติดตามพฤติกรรมผู้บริโภคและแนวโน้มทางการเงินของคนไทยอย่างต่อเนื่อง เคทีซีมองว่า Financial Well-being ไม่ได้หมายถึงการมีเงินมากที่สุด แต่คือการมีความพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในทุกช่วงของชีวิต โดยเฉพาะในวันที่คนไทยมีอายุยืนขึ้น และต้องบริหารทั้งค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว
การวางแผนการเงินในปัจจุบันจึงไม่ใช่เพียงการเตรียมเงินสำหรับวันเกษียณ แต่ต้องเตรียมให้เงินสามารถดูแลคุณภาพชีวิตได้ตลอดอายุขัยที่ยาวนานขึ้น ทั้งการออม การลงทุน และการบริหารความคุ้มครองให้เหมาะกับแต่ละช่วงชีวิต ผ่านเครื่องมือและทางเลือกทางการเงินที่สอดคล้องกับเป้าหมายของแต่ละคน รวมถึงช่องทางดิจิทัลอย่างแพลตฟอร์ม “เคทีซี อินชัวร์ พลัส” หรือ KTC insure+ ที่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลและเปรียบเทียบทางเลือกด้านประกันได้สะดวกยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ผู้ซื้อควรศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง 













