5 ตุลาคม 2569 : เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2569 ท่ามกลางภาพเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกที่ยังเผชิญความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย ทั้งทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ตลอดจนแนวโน้มเงินเฟ้อและต้นทุนทางการเงินที่อาจกลับมาตึงตัวอีกครั้ง ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังมีแรงหนุนจากการลงทุนและการเบิกจ่ายภาครัฐ รวมถึงการส่งออกที่ได้รับอานิสงส์จากกระแส AI ทำให้การลงทุนในช่วงที่เหลือของปีจำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวัง แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องหลีกเลี่ยงตลาด โดยหัวใจสำคัญคือการเลือกสินทรัพย์ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Investment Strategy & Research บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินว่า ภาพการลงทุนในไตรมาส 4/2569 สะท้อนภาวะที่ปัจจัยมหภาคมีความเปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ธนาคารกลางหลักกลับมาขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังยืดเยื้อ ซึ่งอาจก่อให้เกิด “Chain of Risk” จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ส่งต่อไปยังเงินเฟ้อ การคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ย ต้นทุนทางการเงิน และค่าเงินบาท
ดังนั้น ผู้ลงทุนจำเป็นต้องติดตามสัญญาณสำคัญหลายด้านควบคู่กัน โดยในภาวะดังกล่าว ตลาดพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ ยังมีความน่าสนใจมากกว่าตลาดเกิดใหม่ เนื่องจากมีความทนทานต่อภาวะดอกเบี้ยสูง และบริษัทจดทะเบียนมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลาย และการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ห่วงโซ่ความเสี่ยงดังกล่าวก็สามารถเปลี่ยนทิศทางได้
สำหรับตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการเร่งเบิกจ่ายและการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งเป็นแรงหนุนสำคัญต่อหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศ หรือ Domestic Plays ทำให้กลยุทธ์ในช่วงนี้ควรเป็นการเพิ่มความระมัดระวัง แต่ไม่ใช่การหลีกเลี่ยงการลงทุน โดยเน้นคัดเลือกอุตสาหกรรมและหุ้นคุณภาพดี ควบคู่กับการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตอย่างเหมาะสม

เศรษฐกิจไทยยังโต 2% แม้น้ำท่วม แต่เสี่ยงจากน้ำมัน-ดอกเบี้ย
ด้าน ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) กล่าวว่า InnovestX ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทย หรือ GDP ปี 2569 และ 2570 ที่ 2.0% แม้ไทยเผชิญสถานการณ์อุทกภัยในกรุงเทพมหานคร เนื่องจากน้ำท่วมรอบนี้มีความแตกต่างจากมหาอุทกภัยปี 2554 อย่างมีนัยสำคัญ โดยเกิดจากฝนตกหนักในพื้นที่ หรือ Local Rainfall ไม่ใช่มวลน้ำเหนือขนาดใหญ่ ส่งผลให้ผลกระทบจำกัดวงและกระจุกตัวอยู่ในไตรมาส 3 เป็นหลัก
ขณะเดียวกัน มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” จะเข้ามาช่วยลดทอนผลกระทบดังกล่าว ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังมีลักษณะการเติบโตแบบ K-shaped โดยการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกที่ได้รับแรงหนุนจากกระแส AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ก่อนที่ในปี 2570 แรงขับเคลื่อนจะเปลี่ยนไปสู่ภาครัฐและการบริโภคมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายนอกยังเป็นสิ่งที่ต้องจับตา โดย InnovestX ปรับสมมติฐานราคาน้ำมันเฉลี่ยปี 2569 และ 2570 ขึ้นมาอยู่ที่ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ตามลำดับ ขณะที่ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง รวมถึงทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลักและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินในระยะถัดไป
หุ้นไทยยังมีแรงหนุนจากกำไร แต่ไม่ควรไล่ราคา
นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) กล่าวว่า แม้ปัจจัยมหภาคจะมีความเปราะบาง แต่ภาพกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังเป็นแรงสนับสนุนตลาดหุ้นโดยรวม โดยประมาณการกำไรต่อหุ้น หรือ EPS ของตลาดหุ้นไทยได้รับการปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากกลุ่มพลังงาน
ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มเห็นการเติบโตของกำไรที่กระจายออกจากกลุ่มเทคโนโลยีไปสู่อุตสาหกรรมอื่นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หลังตลาดปรับตัวขึ้นมาระดับหนึ่ง Upside เริ่มจำกัด ประกอบกับยังมีความเสี่ยงจากราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ นโยบายการเงิน และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงจากเอลนีโญและราคาชิปที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเข้ามาซ้ำเติมหากราคาพลังงานยังไม่ปรับตัวลง
กลยุทธ์จึงควรหลีกเลี่ยงการไล่ราคา และรอจังหวะเข้าลงทุน โดย InnovestX มองว่าการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ อาจเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของสถานการณ์สงครามอิหร่าน พร้อมตั้งเป้าหมาย SET Index ปี 2570 ที่ระดับ 1,715 จุด จากแนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ที่แข็งแกร่งขึ้น รวมถึงแรงหนุนจากการลงทุนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ระดับ 1,550 จุด มองว่าเป็นระดับที่เริ่มมีความน่าสนใจสำหรับการทยอยสะสม
สำหรับตลาดหุ้นไทย หุ้นที่น่าสนใจควรเป็นบริษัทที่มีงบดุลแข็งแกร่ง มีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกจำกัด และมีแนวโน้มกำไรที่ชัดเจน โดยหุ้นเด่น ได้แก่ AMATA, CENTEL, CRC, KTB และ PR9
ชูหุ้น AI พร้อมกระจายพอร์ตนอกเทคโนโลยี
ส่วนการลงทุนในต่างประเทศ InnovestX มองหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของเทคโนโลยี AI อาทิ Google, Amazon, Nvidia, Tencent และ Alibaba ขณะที่กลุ่ม Semiconductor เน้นบริษัทที่อยู่ในจุดคอขวดของอุตสาหกรรม หรือได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายของรัฐบาลจีนในการใช้ชิปที่ผลิตภายในประเทศ ได้แก่ Lumentum, Naura, SMIC และ Biren
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนไม่ควรกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว โดยควรกระจายไปยังหุ้นเชิงรับหรือ Defensive Stocks เช่น Hong Kong Exchange & Clearing, Visa, AIA, Walmart, Iberdrola และ China Mobile รวมถึงหุ้นที่มีธีมปันผล เช่น Verizon, AXA, Enel, ICBC และ Hang Seng High Dividend (HSHD23)
M-SCHD ทางเลือกกระจายความเสี่ยงจากหุ้นเทคฯ
นายจรณพงศ์ รัตนะโสภา Head of Investment Product Specialist บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) กล่าวว่า สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี InnovestX แนะนำกองทุน M-SCHD ซึ่งลงทุนผ่าน Schwab U.S. Dividend Equity ETF (SCHD) โดยมุ่งลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ที่มีคุณภาพและมีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ
จุดเด่นของ SCHD คือการช่วยลดการกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยี โดยปัจจุบันมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีน้อยกว่า 10% เทียบกับดัชนี S&P 500 ที่มีสัดส่วนเกือบ 40% ขณะที่ผลตอบแทนในปีนี้ SCHD สามารถปรับตัวได้ดีกว่า S&P 500 สะท้อนว่าการสร้างผลตอบแทนไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะหุ้นเทคโนโลยี แต่หุ้นปันผลคุณภาพก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นได้เช่นกัน
นอกจากนี้ ค่าสหสัมพันธ์ หรือ Correlation ระหว่าง SCHD กับ S&P 500 ปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 0.3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนในปี 2554 สะท้อนว่าการเคลื่อนไหวของหุ้นในกลุ่มดังกล่าวสอดคล้องกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยรวมน้อยลง จึงช่วยเพิ่มมิติในการกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุน
นอกจาก M-SCHD ซึ่งเป็นหนึ่งในกองทุน Exclusive ค่าธรรมเนียมต่ำของ InnovestX แล้ว ยังมีกองทุน M-SCHG ที่ลงทุนใน Schwab U.S. Large-Cap Growth ETF (SCHG) เพื่อเข้าถึงหุ้นขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่มีศักยภาพการเติบโต รวมถึง DR23 ที่เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนเข้าถึง ETF สหรัฐฯ ภายใต้แบรนด์ iShares ของ BlackRock ผ่าน 3 หลักทรัพย์ ได้แก่ IVV23 ซึ่งอ้างอิง S&P 500, IQQ23 อ้างอิง Nasdaq-100 และ SOXX23 อ้างอิงกลุ่ม Semiconductor
Selective Investment กลยุทธ์หลักช่วงโค้งสุดท้ายปี 69
โดยสรุป InnovestX มองว่ากลยุทธ์การลงทุนในไตรมาส 4/2569 ควรเน้นการลงทุนแบบ Selective Investment หรือเลือกลงทุนเป็นรายกลุ่มและรายหลักทรัพย์มากขึ้น ท่ามกลางความเสี่ยงจากราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ ทิศทางดอกเบี้ย และต้นทุนทางการเงินที่ยังมีความไม่แน่นอน
หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การถอนตัวออกจากตลาด แต่เป็นการหลีกเลี่ยงการไล่ราคาและรอจังหวะเข้าลงทุน โดยให้น้ำหนักกับบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง แนวโน้มกำไรชัดเจน และได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกจำกัด ขณะเดียวกันควรกระจายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงกระจายออกจากหุ้นเทคโนโลยีไปยังหุ้น Defensive และหุ้นปันผลคุณภาพ
สำหรับผู้ลงทุนระยะยาว การทยอยสะสมสินทรัพย์ในจังหวะที่เหมาะสมยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ โดยควรเลือกผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย ระยะเวลาการลงทุน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เพื่อให้พอร์ตมีความยืดหยุ่นและสามารถรับมือกับความผันผวนในช่วงที่เหลือของปี 2569 ได้ดียิ่งขึ้น 











