
กรุงเทพมหานคร, 12 ตุลาคม 2569 : ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้การต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุมจากทั่วโลกอย่างเป็นทางการ เนื่องในโอกาสการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี ปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) (การประชุมประจำปีฯ) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 ของประเทศไทย ต่อจากการเป็นเจ้าภาพครั้งแรกเมื่อปี 2534 หรือ 35 ปีที่ผ่านมา โดยประเทศไทยเป็น 1 ใน 3 ประเทศสมาชิกที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพการประชุมดังกล่าวถึง 2 ครั้ง


ทั้งนี้ การประชุมได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 โดยมีผู้นำด้านการเงิน ผู้กำหนดนโยบาย ผู้แทนจากภาครัฐและภาคเอกชน นักวิชาการ ตลอดจนสื่อมวลชนจาก 191 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม สะท้อนถึงบทบาทและความสำคัญของประเทศไทยในเวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ โดยสรุปสาระสำคัญของการประชุมและกิจกรรมที่สำคัญ ดังนี้
1. ผลการประชุม World Bank Group Flagship - Small AI: More and Better Jobs ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมเวทีเสวนา World Bank Flagship หัวข้อ “Small AI: More and Better Jobs” โดยเน้นย้ำว่าปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) กำลังเปลี่ยนแปลงโลกของการทำงาน ทั้งสร้างโอกาสและความเสี่ยง ประเทศไทยจึงมุ่งขับเคลื่อน 3 เป้าหมาย ได้แก่


(1) ยกระดับงานที่มีอยู่ (2) สร้างงานใหม่ และ (3) ทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์ ผ่านแนวคิด AI in All, All in AI และ AI for All หลักการ AI in All คือ การทำให้ AI เป็นส่วนหนึ่งในการประกอบอาชีพของคนทุกกลุ่ม เช่น การมุ่งเพิ่มผลิตภาพของธุรกิจที่มีอยู่ AI “นกกระซิบ” บนแอปพลิเคชันถุงเงิน ที่ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยบริหารกิจการ เพิ่มผลกำไร และต่อยอดข้อมูลทางธุรกิจเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ
ในขณะที่หลักการ All in AI คือ การพัฒนาระบบเศรษฐกิจโดยใช้ AI โดยมุ่งเปลี่ยนการลงทุน Data Center และ Cloud ให้เป็นงานคุณภาพสำหรับคนไทย ผ่านโครงการพัฒนาบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Skill Bridge) เชื่อมโยงการพัฒนาทักษะแรงงานกับความต้องการของภาคธุรกิจ ลดต้นทุนการเข้าถึง AI สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises: SMEs) และ Startups ส่วนหลักการ AI for All หมายถึง การใช้ AI เพื่อประโยชน์ของคนทุกกลุ่ม
โดยมุ่งช่วยเหลือแรงงานและธุรกิจที่อาจปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เพื่อไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ตลอดจนการเพิ่มพลังให้ประชาชน (Empowering People) ต้องดำเนินควบคู่กับการปกป้องประชาชน (Protecting People) จากความเสี่ยงของ AI โดยเฉพาะอาชญากรรมและการหลอกลวงทางดิจิทัล พร้อมเรียกร้องให้เกิดความร่วมมือระหว่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group)

2. เปิดตัวหนังสือ “Shaping the Future of Asia: Opportunities and Challenges” โดย IMFหนังสือ “Shaping the Future of Asia: Opportunities and Challenges” ของ IMF นำเสนอมุมมองต่ออนาคตของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ในฐานะผู้ขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสำคัญ โดยในการเสวนาเน้นหารือถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร เทคโนโลยี และการค้าการลงทุนในภูมิภาค พร้อมเสนอแนวทางขับเคลื่อนการเติบโตผ่านการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง การยกระดับผลิตภาพ การพัฒนาภาคบริการ ตลอดจนการเสริมสร้างทักษะแรงงานสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI และความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน ลดผลกระทบจากสังคมสูงวัย และสร้างการเติบโตที่เข้มแข็ง ยืดหยุ่น และทั่วถึง ให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่



3. งานพิธีเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “พระราชปณิธานอันทรงคุณค่า: เสริมพลังประชาชน สร้างความเข้มแข็ง เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง” (The Royal Legacy: Empowering People, Building Resilience)

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และคณะผู้จัดการประชุมประจำปี ร่วมต้อนรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประธานในพิธีเปิดนิทรรศการThai Pavilion พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการสื่อสารศักยภาพเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และ ความพร้อมของไทยในการต้อนรับผู้แทนจากทั่วโลก ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 โซนหลัก โดยเริ่มจาก

(1) โซนนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ (Royal Pavilion) นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติภายใต้
แนวคิด “The Royal Legacy: Empowering People, Building Resilience” ถ่ายทอดพระราชกรณียกิจและแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาที่ได้วางรากฐานความเข้มแข็งให้กับประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมสะท้อนคุณค่าของการพัฒนาที่มุ่งสร้างโอกาส ลดความเปราะบาง และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคมในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและประเด็นสำคัญที่ประชาคมโลกกำลังเผชิญ ทั้งความเหลื่อมล้ำ ภัยพิบัติ และความเสี่ยงรูปแบบใหม่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

(2) โซน Digital Public Infrastructure นำเสนอโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทย ซึ่งมุ่งให้ประชาชนและภาคธุรกิจเข้าถึงบริการภาครัฐ การชำระเงินดิจิทัล และบริการอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันเวลา เชื่อถือได้ และไร้รอยต่อ เช่น PromptPay และระบบชำระเงินผ่าน QR ข้ามพรมแดน ไปจนถึงโครงการระบบยืนยันตัวตนรูปแบบดิจิทัล (National Digital ID) และเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐเพื่อรองรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและโครงการสวัสดิการภาครัฐ ตลอดจนการพัฒนาระบบการชำระเงินและโอนเงินทั้งในประเทศและระดับภูมิภาคที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุน นอกจากนี้ ความเชื่อมโยงระดับภูมิภาคยังช่วยให้การโอนเงินข้ามพรมแดนและการชำระเงินผ่าน QR เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และช่วยลดต้นทุนในภาพรวม ผ่านการเชื่อมโยงทั้งแบบทวิภาคี และโครงการ Nexus ที่จะที่เชื่อมโยงระบบการโอนเงินแบบรวดเร็วทันที (Fast Payment System) แบบพหุภาคีในอนาคต


(3) โซน Climate Resilience นำเสนอแนวทางการรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำท่วม การใช้แผนที่ข้อมูลเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการพัฒนาเมืองและชุมชนคาร์บอนต่ำ


(4) โซน Longevity นำเสนอศักยภาพของไทยในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางด้านสุขภาพและสุขภาวะของภูมิภาค ผ่านระบบสุขภาพที่เข้มแข็ง ตั้งแต่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่เป็นรากฐานสำคัญของการดูแลประชาชน ไปจนถึงอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งอาหารเพื่อสุขภาพ เครื่องสำอางชีวภาพ นวดไทย การแพทย์แม่นยำ และ Wellness Economy ที่ต่อยอดทุนทางสังคมและภูมิปัญญาของไทย

4. การหารือทวิภาคี (Bilateral Meeting)
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มีการหารือทวิภาคีกับดร. มูฮัมหมัด สุไลมาน อัล จัสเซอร์ ประธานกลุ่มธนาคารพัฒนาอิสลาม (Islamic Development Bank: IsDB) เพื่อขยายความร่วมมือระหว่างไทยกับ IsDB ในด้านการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) โครงสร้างพื้นฐาน SMEs และการพัฒนา Halal Value Chain รวมถึงความร่วมมือด้านการเงินอิสลาม (Islamic Finance) โดยทั้งสองฝ่ายหารือถึงการต่อยอดความร่วมมือด้านการออกตราสารศุกูกและการพัฒนาศักยภาพของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

ทั้งนี้ ยังมีวาระการประชุมและเวทีเสวนาที่มีเนื้อหาครอบคลุมในหลายมิติ รวมถึงกิจกรรมที่น่าสนใจอาทิ เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองของคนรุ่นใหม่ใน Youth Dialogue with First Deputy Managing Director และ Civil Society Townhall with World Bank Group President Ajay Banga โดยประชาชนทั่วไปสามารถรับชมการประชุมที่สำคัญอื่น ๆ ผ่านการถ่ายทอดสดผ่านช่องทาง Facebook “AM2026 Thailand” และติดตามรายละเอียดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประชุมได้ที่เว็บไซต์ www.am2026thailand.go.th 














