9 กุมภาพันธ์ 2569 : การเลือกตั้งใหญ่ของประเทศไทยครั้งนี้ (8 ก.พ.2569) ไม่เพียงเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมือง แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญที่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศจับตามองอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางบริบทที่เศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะชะงักงันมาอย่างยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ คำถามสำคัญคือ รัฐบาลใหม่จะสามารถฟื้นความเชื่อมั่นและปลดล็อกศักยภาพของประเทศได้หรือไม่? และตลาดหุ้นไทยจะตอบรับอย่างไรในระยะต่อไป

เศรษฐกิจไทย: ดาวรุ่งที่ถูกหยุดเวลา
บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด (Finnomena Funds) อ้างอิงบทวิเคราะห์ของ Bloomberg ที่สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยในมุมที่น่ากังวล ภายใต้บทความชื่อ “Why Struggling Thailand Keeps Voting for Change That Never Comes” ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับความไร้เสถียรภาพทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เศรษฐกิจไม่สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพในอดีต ไทยเคยถูกคาดหมายว่าจะก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงตามรอยสิงคโปร์และเกาหลีใต้ แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างหลายประการ ทั้งระดับหนี้ที่เพิ่มสูง ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และจำนวนแรงงานที่ลดลง ได้ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจให้หยุดนิ่ง
ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันขยายตัวเพียง 5% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 หรือคิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยเพียง 1% ต่อปี ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากเวียดนามและอินเดียที่เติบโตถึง 40% ในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะเดียวกัน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของไทยในช่วงปี 2015–2023 อยู่ที่เพียง 11% ของ GDP ต่ำกว่ามาเลเซีย (25%) และเวียดนาม (42%) อย่างมีนัยสำคัญ
Asean+3 Macroeconomic Research Office ยังประเมินว่า ไทยอาจไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงได้จนถึงปี 2050 จากเดิมที่เคยคาดไว้ในปี 2037 พร้อมย้ำว่าการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการเมืองอย่างกล้าหาญคือเงื่อนไขสำคัญที่จะเร่งศักยภาพของประเทศได้
ด้านการลงทุน กลยุทธ์ลงทุนหุ้นไทยจากมุมมองนักวิเคราะห์แต่ละสำนัก
กลยุทธ์ลงทุนของ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสเอกซ์ จำกัด (INVX) มองว่า ผลการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยมีโอกาสสูงในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะสั้น เนื่องจากตลาดให้ความสำคัญกับความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาล และความต่อเนื่องของนโยบายจากรัฐบาลเดิม
INVX ประเมินว่านโยบายเศรษฐกิจเบื้องต้นของรัฐบาลใหม่จะช่วยหนุน GDP ราว +0.50% โดยเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ เช่น Landbridge และ Smart City ซึ่งเอื้อต่อภาคการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยในเชิงกลยุทธ์การลงทุนนั้น ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มตอบรับเชิงบวก (Bullish) ในระยะสั้น โดยดัชนี SET มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทดสอบระดับ 1,400 จุด ทั้งนี้ การไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติในระยะถัดไปยังขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง
หุ้นและกลุ่มอุตสาหกรรมที่ INVX แนะนำ (เชิงเก็งกำไรระยะสั้น)
- กลุ่มรับเหมาและวัสดุก่อสร้าง: STECON, CK, SCC
- กลุ่มธนาคารพาณิชย์: BBL, KTB, KBANK
- กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม: WHA, AMATA
- กลุ่มสื่อสาร: ADVANC, TRUE
- กลุ่มโรงไฟฟ้าและพลังงาน: GULF, GUNKUL, BANPU
- กลุ่มค้าปลีก: CPALL, BJC, CRC, CPN
- กลุ่มการแพทย์และท่องเที่ยว: BDMS, AOT, CENTEL, ERW
ขณะที่กลยุทธ์ลงทุนของ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) หรือ Pi โดยนักวิเคราะห์ Pi ประเมินเช่นกันว่า พรรคภูมิใจไทยมีความเป็นไปได้สูงที่จะชนะการเลือกตั้งและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยจุดเด่นของรัฐบาลชุดนี้จะอยู่ที่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ “Quick Big Win” ที่มุ่งเน้นการเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนในระยะสั้น
Pi ให้ความสำคัญกับนโยบายหาเสียง เช่น คนละครึ่งพลัส และ ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการบริโภคในประเทศโดยตรง นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่า กระทรวงเศรษฐกิจสำคัญจะอยู่ในมือบุคคลที่มีประสบการณ์ด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการขยายตลาดต่างประเทศ
หุ้นและกลุ่มอุตสาหกรรมที่ Pi มองว่าจะได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐ
- กลุ่มค้าปลีก: BJC, CPAXT, CPALL
- กลุ่มเครื่องดื่ม: ICHI, OSP, CBG
- กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง: STECON
- กลุ่ม Non-bank (สินเชื่อรายย่อย): MTC, SAWAD, TIDLOR
- กลุ่มส่งออก (จากการเปิดตลาดต่างประเทศ): ITC, TU
Pi มองว่า หากรัฐบาลสามารถจัดตั้งได้อย่างรวดเร็วและมีเสียงข้างมากที่เข้มแข็ง ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มตอบรับเชิงบวกจากเสถียรภาพทางการเมืองและอำนาจในการขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างเต็มที่ถ้าคุณต้องการ
ถึงแม้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญภาวะชะงักงันมาอย่างยาวนานจากปัญหาเชิงโครงสร้างและความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่การเลือกตั้งครั้งล่าสุดได้จุดประกายความหวังใหม่ให้กับตลาดทุนไทย ในระยะสั้น ความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาลและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอาจช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนได้ อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ความสำเร็จของเศรษฐกิจไทยยังคงขึ้นอยู่กับ “การปฏิรูปอย่างแท้จริง” ที่สามารถปลดล็อกศักยภาพประเทศและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในที่สุด 











