10 มีนาคม 2569 : สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินทั่วโลกในระยะสั้น นักลงทุนจำนวนมากจึงตั้งคำถามว่าควรปรับพอร์ตอย่างไรเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากสถิติในอดีต วิกฤตด้านภูมิรัฐศาสตร์มักสร้างแรงกดดันต่อตลาดเพียงช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่ตลาดจะค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมา
นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP® Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า จากการศึกษาสงครามและเหตุการณ์ความไม่สงบทั่วโลกตั้งแต่ปี 1939 เป็นต้นมา พบว่าตลาดหุ้นมักปรับตัวลงในช่วงแรก แต่จะฟื้นตัวภายในเวลาไม่นาน โดยดัชนี S&P 500 มักปรับตัวลดลงเฉลี่ยประมาณ -8.6% และใช้เวลาประมาณ 16 วัน ในการลงสู่จุดต่ำสุด ก่อนที่จะใช้เวลาราว 3 เดือน ในการฟื้นกลับสู่ระดับเดิม ภายใต้ความไม่แน่นอนเช่นนี้ การจัดพอร์ตลงทุนให้มีความสมดุลและกระจายความเสี่ยงจึงมีความสำคัญมากกว่าการพยายามคาดเดาทิศทางตลาดเพียงด้านเดียว

3 ธีมการลงทุนรับมือความผันผวนของโลก
โดยทีมงาน Wealth Advisory ของธนาคารทิสโก้แนะนำให้นักลงทุนจัดพอร์ตลงทุนตาม 3 กลุ่มหลัก เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการป้องกันความเสี่ยงและการสร้างโอกาสการเติบโต
1. กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้งโลก (Geopolitical Play) กลุ่มอุตสาหกรรมที่มักได้รับอานิสงส์จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ได้แก่ เทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศ พลังงาน ทองคำ เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศ รัฐบาลมักเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม ขณะที่ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยและพลังงานก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้หุ้นในกลุ่มดังกล่าวมีแนวโน้มปรับตัวดี จากสถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี 1990 พบว่า ดัชนี S&P 500 Aerospace & Defense ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 15% ภายใน 6 เดือน หลังเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ
2. กลุ่มที่มีเสถียรภาพท่ามกลางความผันผวน (Resilience Play) อีกหนึ่งกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในพอร์ตลงทุนช่วงตลาดผันผวน ได้แก่ กลุ่มเฮลธ์แคร์ (Healthcare) กลุ่มสาธารณูปโภค (Utilities) ธุรกิจในกลุ่มนี้มีลักษณะเป็นสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ทำให้ความต้องการไม่ผันผวนตามภาวะ เศรษฐกิจมากนัก อีกทั้งยังมีรายได้ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อจนกระทบต่อเศรษฐกิจโลก หรือทำให้ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูง หุ้นกลุ่มดังกล่าวมักมีความทนทานต่อความผันผวนและช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับพอร์ตการลงทุนได้
3. กลุ่มที่รอฟื้นตัวเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย (Recovery Play) ในช่วงที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ตลาดหุ้นบางกลุ่มมักถูกกดดันในระยะสั้น เช่น ตลาดหุ้นเอเชีย ตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นจีน หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากหลายประเทศในเอเชียต้องนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน หุ้นเทคโนโลยียังอาจได้รับแรงกดดันจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่อาจผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ราคาหุ้นในกลุ่มดังกล่าวอาจอ่อนตัวในระยะสั้น แต่พื้นฐานการเติบโตของเศรษฐกิจเอเชียและภาคเทคโนโลยียังคงแข็งแกร่ง อีกทั้งการปรับฐานยังทำให้ระดับมูลค่าหุ้น (Valuation) กลับมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาว
แนวโน้มราคาน้ำมัน: ผันผวนระยะสั้น แต่ยังมีปัจจัยบวกระยะยาว
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ประเมินว่า โอกาสที่ราคาน้ำมันจะพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในระยะสั้นยังค่อนข้างต่ำ เนื่องจากต้องเกิดเหตุการณ์หยุดชะงักของการขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเวลานานกว่า 2–3 สัปดาห์ ซึ่งมีความเป็นไปได้ไม่สูง ในระยะสั้น ราคาน้ำมันอาจมีความผันผวนตามสถานการณ์ความตึงเครียด แต่หากสถานการณ์คลี่คลายก็อาจเกิดแรงขายทำกำไรจนราคาปรับตัวลดลงได้
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ราคาน้ำมันยังมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นจากปัจจัยโครงสร้างสำคัญ เช่น กำลังการผลิตส่วนเกินของ OPEC ที่ลดลง กำลังการผลิตกระจุกตัวในบางประเทศ เช่น ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ความต้องการใช้น้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
มุมมองต่อตลาดหุ้นไทย
นายวิน พรหมแพทย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (KAsset) ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยยังคงเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนขึ้นจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน อย่างไรก็ตาม KAsset ยังคงประเมินเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้ที่ระดับ 1,500 จุด โดยอิงค่า P/E ที่ 16.7 เท่า ภายใต้ประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 90 บาท และคาดว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนจะเติบโตประมาณ 5% การปรับตัวลงของดัชนีตลาดหุ้นไทยบริเวณ 1,400 จุด จึงถือเป็นจังหวะสำหรับการทยอยสะสมลงทุน โดยประเมินว่าดาวน์ไซด์ของตลาดมีจำกัด และไม่น่าจะปรับตัวต่ำกว่า 1,300 จุด
นอกจากนี้ กระแสเงินทุนจากต่างชาติยังมีแนวโน้มไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ โดยหุ้นที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติยังคงเป็น หุ้นธนาคารพาณิชย์ หุ้นกลุ่มพลังงาน หุ้นกลุ่มพาณิชย์ โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูง
ประเมินความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ 3 ฉากทัศน์
จากการประเมินของ J.P. Morgan Asset Management แนวโน้มสถานการณ์ตะวันออกกลางในระยะต่อไปสามารถแบ่งออกเป็น 3 กรณี ได้แก่
- การเปลี่ยนผ่านอำนาจในอิหร่าน (ความเป็นไปได้ประมาณ 65%) อาจทำให้บทบาทของอิหร่านในภูมิภาคลดลง และช่วยจำกัดความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในระยะกลาง
- ระบอบการปกครองเดิมยังคงอยู่ (ความเป็นไปได้ประมาณ 25%) ความตึงเครียดอาจดำเนินต่อไป แต่มีแนวโน้มลดระดับลงเมื่อภาระต้นทุนทางทหารเพิ่มขึ้น
- กรณีเลวร้ายที่สุด: สงครามขยายวงระดับภูมิภาค (ความเป็นไปได้ประมาณ 10%) อาจกระทบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและเส้นทางขนส่งน้ำมัน ทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงและสร้างความผันผวนต่อระบบการเงินโลก
แม้สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์จะสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินในระยะสั้น แต่ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าตลาดมักสามารถฟื้นตัวได้ภายในเวลาไม่นาน สิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนจึงไม่ใช่การพยายามคาดเดาทิศทางตลาดเพียงด้านเดียว แต่คือการจัดพอร์ตลงทุนอย่างสมดุลและกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
การผสมผสานการลงทุนระหว่าง กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง กลุ่มที่มีความมั่นคง และกลุ่มที่มีโอกาสฟื้นตัวในอนาคต จะช่วยให้พอร์ตสามารถรับมือกับความผันผวนได้ดีขึ้น พร้อมสร้างโอกาสเติบโตเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ 











