
7 เมษายน 2569 : ในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน 2569 ตลาดการเงินโลกเผชิญความผันผวนอีกครั้งจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกกลับเข้าสู่โหมดระมัดระวัง ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อโลก อย่างไรก็ตาม แม้ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ แต่สถาบันการเงินชั้นนำทั้งธนาคารกรุงไทยและบริษัทหลักทรัพย์เมย์แบงก์มองว่า ภาวะตลาดปัจจุบันอาจเป็นทั้ง “ความเสี่ยง” และ “โอกาส” สำหรับนักลงทุนที่วางกลยุทธ์อย่างเหมาะสม
Krungthai CIO ชี้ “Stay Invested” รับความผันผวนระยะสั้น
ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB (Krungthai Chief Investment Office: CIO) ระบุว่า ตลาดการเงินโลกยังเผชิญแรงขายต่อเนื่องจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ แม้จะมีการชะลอแผนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของอิหร่านเพื่อเปิดทางเจรจา แต่การปฏิเสธข้อเสนอของสหรัฐฯ รวมถึงรายงานการส่งกำลังทหารเพิ่มเติมเข้าสู่ภูมิภาค ทำให้ระดับความไม่แน่นอนของตลาดเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ และอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ชะลอการปรับลดดอกเบี้ยออกไป ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดโลกปรับตัวลดลงท่ามกลางความผันผวนสูงจากภาวะ Headline-driven volatility
อย่างไรก็ตาม Krungthai CIO ยังคงเน้นกลยุทธ์ “Stay Invested” หรือการคงสัดส่วนการลงทุนหลักในระยะยาว โดยมองว่าการปรับฐานในรอบนี้เกิดจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งในอดีตมักส่งผลกระทบเพียงระยะสั้น หากไม่ลุกลามเป็นวิกฤตขนาดใหญ่ การลดพอร์ตจากความตื่นตระหนกอาจทำให้นักลงทุนพลาดโอกาสการฟื้นตัวของตลาดในระยะถัดไป

กลยุทธ์ Krungthai CIO: Selective Buy สะสมหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน Krungthai CIO แนะนำให้นักลงทุนใช้จังหวะตลาดปรับฐานทยอยสะสม โดยเน้นการคัดเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ได้แก่
กลุ่มเทคโนโลยี และ Semiconductor ที่ได้แรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI กลุ่มพลังงานทดแทน สอดคล้องแนวโน้มพลังงานระยะยาว กลุ่มเฮลธ์แคร์ ที่มีลักษณะ Defensive ช่วยลดความผันผวนของพอร์ต นอกจากนี้ ยังแนะนำให้กระจายการลงทุนเพิ่มเติมใน REITs ไทย หุ้นจีน A-Share ทองคำ เพื่อป้องกันความเสี่ยง
โดยนักลงทุนควรติดตามผลการเจรจาสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะเส้นตายวันที่ 6 เมษายน 2569 ซึ่งอาจเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางสินทรัพย์เสี่ยง เงินเฟ้อ และนโยบายการเงินโลกในระยะต่อไป
เมย์แบงก์มอง “จุดเปลี่ยน” ตลาดโลก สัญญาณ Risk-On เริ่มกลับมา
ด้านบริษัทหลักทรัพย์เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่า ตลาดการเงินโลกเริ่มมีสัญญาณเชิงบวก จากความเป็นไปได้ที่สถานการณ์ตะวันออกกลางจะคลี่คลาย โดยคาดว่าสหรัฐฯ อาจยุติปฏิบัติการทางทหารภายใน 2–3 สัปดาห์ข้างหน้า
นางสาวปัณฑารีย์ เถื่อนถนอม ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่าย Investment Solutions บริษัทหลักทรัพย์เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า หากสถานการณ์สงครามยุติลง จะช่วยลดแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลง สภาพคล่องในระบบการเงินเพิ่มขึ้น นักลงทุนกลับเข้าสู่โหมด Risk-On ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก
ตลาดเอเชียมีโอกาสฟื้นตัวเด่น
เมย์แบงก์มองว่า ตลาดหุ้นเอเชียที่ปรับฐานแรงก่อนหน้านี้ มีโอกาสฟื้นตัวโดดเด่น โดยเฉพาะ อินเดีย ญี่ปุ่น เวียดนาม เนื่องจาก sentiment ที่ดีขึ้นจะช่วยดึงดูดเงินทุนไหลกลับเข้าสินทรัพย์เสี่ยงในภูมิภาค กลยุทธ์เมย์แบงก์: ปรับพอร์ตเชิงรุก รับ Post-Conflict Recovery ฝั่ง Take Profit แนะนำทยอยลดน้ำหนักในกลุ่มที่ได้ประโยชน์ช่วงสงคราม ได้แก่ Defense & Space , พลังงาน , ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
หุ้น DR ที่แนะนำทยอยลด เช่น STEG19 (ST Engineering) , OIL03 ,PETROCN80 (PetroChina) , BYDCOM80 , CATL80 กองทุนที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทุน DAOL-DEFENSE กองทุน K-OIL กองทุน KF-OIL กองทุน KT-ENERGY ฝั่ง Buy เพิ่มน้ำหนัก
1. กลุ่มท่องเที่ยว ได้รับอานิสงส์จากการเดินทางฟื้นตัว DR ได้แก่ TRIPCOM80 (Trip.com) ,BKNG80 (Booking Holdings) ,SCBTRAVEL(A)
2. กลุ่มเทคโนโลยี พื้นฐานแข็งแกร่ง และได้ประโยชน์จาก AI DR ได้แก่ NVDA80 (Nvidia), MSFT80 (Microsoft) ,BIDU80 (Baidu) ,ES-GTECH , MEGA10AICHINA-A
3. กลุ่มทองคำและแร่หายาก ยังมีบทบาทในพอร์ตระยะยาว ได้แก่ .GOLDUS19 , ZIJIN80 (Zijin Mining) ,NEM06 (Newmont) ,DAOL-GOLD ,UOBSG-H ,DAOL-RARE
ทั้งนี้ แม้ตลาดการเงินโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง แต่มุมมองจากทั้ง Krungthai CIO และเมย์แบงก์สะท้อนว่า ความผันผวนในระยะสั้นอาจเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนระยะยาว โดย Krungthai CIO เน้นกลยุทธ์ “Stay Invested” และทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง ขณะที่เมย์แบงก์มองโอกาสจาก “Post-Conflict Recovery” และแนะนำปรับพอร์ตเชิงรุกเพื่อรับการฟื้นตัวของตลาด ในช่วงเวลาที่ตลาดยังผันผวน การกระจายการลงทุน การคัดเลือกสินทรัพย์อย่างรอบคอบ และการติดตามปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างผลตอบแทนและบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพในระยะต่อไป 











