WELCOME TO SEQUEL ONLINE (ซีเคว้ล ออนไลน์)
วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน 2569 ติดต่อเรา
เมื่อเกิดสงคราม…”EV-พีระมิดการลงทุน” ไม่ควรมองข้าม

16 เมษายน 2569 : โลกกำลังเดินเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง เมื่อความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน ไม่ได้ส่งผลเฉพาะด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังสั่นสะเทือนโครงสร้างพลังงานของโลกอย่างมีนัยสำคัญ น้ำมันเริ่มผันผวนและมีความเสี่ยงด้านอุปทาน ขณะที่แนวคิด ESG และพลังงานสะอาดที่เคยถูกลดบทบาท กลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนและภาคธุรกิจอีกครั้ง

ในช่วงที่ผ่านมา นโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ (โดยเฉพาะช่วง 2.0) ลดความสำคัญของ ESG ลงอย่างชัดเจน โดยเน้นนโยบาย "Drill, Baby, Drill" ส่งเสริมเชื้อเพลิงฟอสซิล ยกเลิกกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมมากกว่า 100 ฉบับ ถอนตัวจากความตกลงปารีส และกดดันธุรกิจให้ถอยห่างจากมาตรฐานความยั่งยืน แต่เมื่อความไม่แน่นอนด้านพลังงานเพิ่มขึ้น พลังงานสะอาดทั้งโซลาร์เซลล์ พลังงานลม และพลังงานน้ำ กลับถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นทางเลือกสำคัญอีกครั้ง และหนึ่งในผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ การหันมาสนใจ "รถยนต์ไฟฟ้า" หรือ EV มากขึ้นทั่วโลก

ขณะเดียวกัน รถยนต์ EVในไทยเร่งเครื่อง และการเติบโตกำลังเข้าสู่เฟสใหม่ โดยฝ่ายจัดการลงทุนเพื่อความยั่งยืน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (KAsset) เปิดเผยข้อมูล ณ วันที่ 10 เมษายน 2569 ระบุว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตแบบก้าวกระโดด สู่การเติบโตที่มีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะยาว โดยทาง Krungsri Research คาดว่า ระหว่างปี 2569–2571 ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV จะอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 125,000 คันต่อปี หรือเติบโตเฉลี่ย 3.8% ต่อปี แม้ตัวเลขดังกล่าวจะสะท้อนการเติบโตต่อเนื่อง แต่ก็ชะลอลงจากช่วงก่อนหน้า ซึ่งได้รับแรงหนุนจากมาตรการสนับสนุนเข้มข้นของภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสนับสนุนยังคงแข็งแรง ทั้งเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ดีขึ้น ระยะทางวิ่งที่ไกลขึ้น ราคาที่เริ่มทรงตัว รวมถึงมาตรฐานสิ่งแวดล้อม Euro 6 ที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลให้รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปมีต้นทุนสูงขึ้น และยิ่งเร่งให้ EV กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น

ขณะที่งาน Motor Show 2026 สะท้อนชัด EV ครองเกม ทั้งนี้ จะเห็นได้จากภาพการเปลี่ยนผ่านของตลาดรถยนต์ไทยสะท้อนชัดในงาน Motor Show 2026 ซึ่งมียอดจองรถยนต์รวมสูงถึง 132,951 คัน เพิ่มขึ้นถึง 71.8% จากปีก่อนหน้า และถือเป็นสถิติสูงสุดใหม่ของงาน ที่น่าสนใจ คือ รถยนต์ไฟฟ้ามีสัดส่วนมากกว่า 70% ของยอดจองทั้งหมด โดยแบรนด์จากจีนยังคงครองส่วนแบ่งตลาดอย่างโดดเด่น โดยแรงผลักดันสำคัญมาจากหลายปัจจัย ทั้งราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง ความผันผวนด้านพลังงาน โปรโมชั่นแข่งขันรุนแรง และการเปิดตัวรถ EV รุ่นใหม่จำนวนมาก ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายขึ้น แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังมีความไม่แน่นอน

อย่างไรก็ตาม แม้ความต้องการในประเทศเพิ่มขึ้น แต่อุปทานก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นกัน คาดว่าการผลิตรถ BEV ในไทยจะอยู่ที่ประมาณ 120,000 คันต่อปี และเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 41.4% ต่อปี โดยตัวเลขนี้สะท้อนการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะจากผู้ผลิตต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ไทยยังเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุนการผลิต และขนาดเศรษฐกิจที่ยังเล็กเมื่อเทียบกับจีน ซึ่งเป็นผู้นำด้าน EV ของโลก

แม้ประเทศไทยจะเดินหน้าผลักดัน EV ผ่านนโยบาย EV 3.0 และ EV 3.5 รวมถึงเป้าหมาย 30@30 ที่ต้องการให้การผลิต EV มีสัดส่วน 30% ภายในปี 2030
แต่ความสำเร็จในระยะยาวไม่ได้ขึ้นอยู่กับนโยบายเพียงอย่างเดียว โครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะสถานีชาร์จไฟฟ้า จะเป็นปัจจัยชี้ขาดสำคัญ ทั้งนี้ ปัญหาการชาร์จกว่า 80% เกิดจากพฤติกรรมผู้ใช้ ไม่ใช่จำนวนสถานีชาร์จเพียงอย่างเดียว นี่จึงทำให้เกิดแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า "Uptime ROI"

จาก “จำนวนหัวชาร์จ” สู่ “ใช้งานได้จริง” ทางนายคาร์โล เชคคี ผู้อำนวยการฝ่ายตลาดใหม่ จาก Kempower ประเทศฟินแลนด์ ระบุว่า สิ่งสำคัญของโครงสร้างพื้นฐาน EV ไม่ใช่จำนวนหัวชาร์จ แต่คือ “ความพร้อมใช้งานจริง” หากหัวชาร์จใช้งานไม่ได้ในเวลาที่ต้องการ ก็ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้ได้ ทั้งนี้ แนวคิด Uptime ROI จึงถูกยกระดับขึ้นเป็นตัวชี้วัดใหม่ โดยวัดอัตราการใช้งานจริง มากกว่าการนับจำนวนเครื่องที่ติดตั้ง

ขณะที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ตั้งเป้าภายในปี 2030 ไทยต้องมีสถานีชาร์จ 567 แห่ง และ Fast Charge 13,251 เครื่อง ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อผลักดันไทยสู่ศูนย์กลาง EV ของภูมิภาค

สงครามโลก…แต่กลยุทธ์ลงทุนต้องนิ่ง
ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสงครามตะวันออกกลาง

ส่วนกลยุทธ์การลงทุน ภายใต้ภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนไปบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย (KS) แนะนักลงทุนใช้แนวคิด "พีระมิดการลงทุน" โดย "พีระมิดการลงทุน" เป็นแนวทางการจัดสรรเงินลงทุนแบบหนึ่ง โดยจะให้น้ำหนักสินทรัพย์ที่มี “ความเสี่ยงต่ำ” มากกว่าสินทรัพย์ที่มี “ความเสี่ยงสูง” พูดง่าย ๆ คือ ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเงินลงทุน (Capital Protection) แต่ขณะเดียวกันก็คำนึงถึงโอกาสในการทำกำไร (Capital Appreciation) ด้วย

โดยหลักการก็ง่ายๆ คือ จัดสรรเงินลงทุนส่วนใหญ่ (ฐานพีระมิดที่กว้าง) ไปในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ สามารถคาดการณ์ผลตอบแทนได้ค่อนข้างแน่นอน เช่น เงินฝากธนาคาร ตั๋วเงินคลัง ตราสารหนี้ระยะสั้น หรือพันธบัตรรัฐบาล ฯลฯ และจัดสรรเงินลงทุนส่วนน้อยหรือบางส่วน (ยอดพีระมิดที่แคบ) ไปในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ อนุพันธ์ ฯลฯ เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนให้เพิ่มขึ้น

เศรษฐกิจ ดูทั้งหมด



COPYRIGHT © 2016 SEQUEL ONLINE. ALL RIGHTS RESERVED.
FOLLOW UP