
23 เมษายน 2569 : ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ประเมินความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารโลกและอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในมิติด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นและมิติด้านการบริโภคที่ชะลอลง รวมทั้งความเสี่ยงขาดแคลนวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตจากปัญหาการหยุดชะงักของอุปทาน (Supply disruption)
- ต้นทุนการผลิตอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน วัตถุดิบ และปัจจัยการผลิต
ที่เชื่อมโยงกับพลังงานโดยเฉพาะราคาปุ๋ยเคมีที่พุ่งสูงขึ้นมากและเสี่ยงขาดแคลน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้เล่นในระดับต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิตอาหารในวงกว้างทั้งเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และประมง - ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในห่วงโซ่การผลิตอาหารและเครื่องดื่มยังต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงาน รวมทั้งต้นทุนค่าขนส่งและโลจิสติกส์ที่พุ่งสูงขึ้นมาก ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้ประกอบการที่มีการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตสูง (High energy intensity) หรือมีตลาดส่งออกปลายทางที่ค่อนข้างไกล
- นอกจากนี้ วิกฤตพลังงานยังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อีกด้วย โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติก สะท้อนได้จากราคาเม็ดพลาสติกที่ปรับตัวสูงขึ้นมากตามราคาวัตถุดิบต้นน้ำและมีแนวโน้มขาดแคลนในระยะข้างหน้า ซึ่งความเสี่ยงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้าของอุตสาหกรรมปลายน้ำที่หลากหลายซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม
- สำหรับด้านอุปสงค์ แม้ในภาพรวมไทยจะพึ่งพาการส่งออกสินค้าอาหารไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง
ในระดับต่ำ แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและไทย รวมทั้งแนวโน้มเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอาจกดดันให้การบริโภคสินค้าอาหารและเครื่องดื่มฟุ่มเฟือยบางประเภทชะลอลงหรือหดตัวได้ ขณะที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่สินค้าที่เน้นความคุ้มค่ามากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อภาวะการแข่งขัน โดยผู้ประกอบการที่สามารถบริหารจัดการต้นทุนและซัพพลายเชนได้ดีกว่าจะมีความได้เปรียบมากกว่า
ภาวะสงครามที่ยืดเยื้อยังมีส่วนทำให้สถานการณ์ความมั่นคงด้านอาหารโลก (Global food security) อยู่ในภาวะที่เปราะบางมากขึ้นอีกด้วย
- ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มประกาศระงับการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อเร่งสร้างความมั่นคง
ด้านอาหาร (Food security) ในประเทศและสำรองไว้บริโภคยามฉุกเฉิน ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่มีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าคาด ส่งผลให้อุปทานอาหารบางอย่างออกสู่ตลาดโลกน้อยลง - การหยุดชะงักของสายเดินเรือหรือระบบโลจิสติกส์ ซ้ำเติมให้อุปทานอาหารโลกอยู่ในภาวะขาดแคลนมากยิ่งขึ้นและอาจนำไปสู่ภาวะข้าวยากหมากแพง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารของผู้บริโภคโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งผู้บริโภคในประเทศที่เป็นผู้นำเข้าอาหารสุทธิ
อย่างไรก็ดี ไทยอาจได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารบางประเภทที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์อาหารที่มีอายุการเก็บรักษานาน รวมถึงอาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารพร้อมทาน และโปรตีนพื้นฐานที่มีราคาไม่แพง ที่มีแนวโน้มได้รับคำสั่งซื้อจากประเทศคู่ค้าต่าง ๆ รวมทั้งคู่ค้าในภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นมาก เพื่อเร่งสะสมสต็อกสร้างความมั่นคงด้านอาหารและสำรองไว้บริโภคในยามฉุกเฉินหากสงครามยืดเยื้อยาวนานกว่าคาด ซึ่งวิกฤตครั้งนี้ถือเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ประกอบการสินค้าอาหารบางประเภทในการขยายตลาดส่งออกและสร้างรายได้เพิ่มเติม
ดังนั้น ผู้ประกอบการควรเร่งปรับตัวเชิงรุกเพื่อคว้าโอกาสจากวิกฤตครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการเส้นทางขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง รวมถึงการจองพื้นที่ระวางและสายเรือล่วงหน้าและทำสัญญาระยะยาวเพื่อล็อกต้นทุนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น หรือแม้แต่อาจพิจารณากระจายความเสี่ยงของตลาดส่งออกโดยเพิ่มสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดปลายทางที่อยู่ใกล้ไทยหรือมีความปลอดภัยมากขึ้น รวมทั้งอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนหรือออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่เพื่อลดการพึ่งพาเม็ดพลาสติกและหันมาใช้วัตถุดิบภายในประเทศทดแทน เช่น พลาสติกชีวภาพ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงและต้นทุนที่เกิดจากความผันผวนภายนอกแล้ว ยังสนับสนุนให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทยและลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย











