11 พฤษภาคม 2569 : ตลาดประกันชีวิตไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เริ่มเห็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงกับการลงทุนต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะ “ประกันชีวิตควบการลงทุน” หรือ Unit Linked ที่เปิดโอกาสให้ผู้ถือกรมธรรม์นำเงินบางส่วนไปลงทุนในกองทุนที่มีนโยบายลงทุนหุ้นสหรัฐฯ ดัชนีเทคโนโลยี หรือธีม AI ซึ่งกำลังได้รับความนิยมทั่วโลก
แม้ว่าผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้จะยังไม่ใช่ “Index-Linked Insurance” แบบเต็มรูปแบบเหมือนในสหรัฐอเมริกา แต่ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการ “ความคุ้มครองชีวิต” ควบคู่กับ “โอกาสสร้างผลตอบแทนจากตลาดทุนโลก”

มาทำความรู้จักประกันภัยประเภทนี้ เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น “ประกันชีวิตเชื่อมการลงทุน คืออะไร?”
ประกันประเภทนี้ มีรูปแบบที่พบมากในไทย คือ “ประกันชีวิตควบการลงทุน” (Unit Linked) ซึ่งแบ่งเบี้ยประกันออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.ส่วนที่ใช้ซื้อความคุ้มครองชีวิต 2.ส่วนที่นำไปลงทุนในกองทุนรวม
จุดเด่น คือ ผู้ถือกรมธรรม์สามารถเลือกสัดส่วนการลงทุนเองได้ เช่น กองทุนหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ หุ้นสหรัฐฯ ตราสารหนี้ หรือกองทุนธีมเทคโนโลยีและ AIในช่วงที่ผ่านมา หลายบริษัทประกันเริ่มเพิ่มกองทุนที่อ้างอิงตลาดสหรัฐฯ เช่น ดัชนี S&P 500 หรือ Nasdaq ผ่านกองทุน Feeder Fund ทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงการลงทุนระดับโลกผ่านกรมธรรม์ประกันได้ง่ายขึ้น
จุดเด่นของประกันชีวิตเชื่อมการลงทุน
1. ได้ทั้งความคุ้มครองและโอกาสลงทุน ผู้ซื้อจะได้รับความคุ้มครองชีวิตในเวลาเดียวกับที่เงินบางส่วนถูกนำไปลงทุน ช่วยตอบโจทย์คนที่ต้องการวางแผนการเงินระยะยาวแบบ “สองต่อ”
2. เข้าถึงตลาดหุ้นต่างประเทศได้ง่ายขึ้น หลายคนอาจยังไม่สะดวกเปิดพอร์ตลงทุนต่างประเทศโดยตรง การลงทุนผ่านกรมธรรม์จึงเป็นอีกช่องทางที่ช่วยกระจายการลงทุนไปยังเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะหุ้นสหรัฐฯ ที่มีบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ระดับโลกอยู่จำนวนมาก
3. ปรับเปลี่ยนกองทุนได้ตามภาวะตลาด กรมธรรม์หลายแบบเปิดโอกาสให้สับเปลี่ยนกองทุนภายในได้ ทำให้นักลงทุนสามารถปรับพอร์ตตามสภาวะเศรษฐกิจหรือระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
4. เหมาะกับการวางแผนระยะยาว
ผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้มักถูกออกแบบเพื่อการออมและลงทุนระยะยาว เช่น การเกษียณ การส่งต่อมรดก หรือการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้ครอบครัว อย่างไรก็ตาม ข้อควรรู้และความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา แม้จะมีจุดเด่นหลายด้าน แต่ประกันชีวิตควบการลงทุนไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับทุกคน เพราะมีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงจากการลงทุนร่วมด้วย
- ผลตอบแทนไม่การันตี ต่างจากประกันสะสมทรัพย์ทั่วไป มูลค่าเงินลงทุนขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของกองทุน หากตลาดหุ้นปรับตัวลง มูลค่ากรมธรรม์ก็อาจลดลงได้เช่นกัน
- มีค่าธรรมเนียมหลายส่วนผู้ซื้อควรศึกษาโครงสร้างค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน เช่น ค่าความคุ้มครองชีวิต ค่าบริหารกรมธรรม์ ค่าธรรมเนียมกองทุน ค่าใช้จ่ายในการสับเปลี่ยนกองทุน หากไม่เข้าใจต้นทุนทั้งหมด อาจทำให้ผลตอบแทนสุทธิต่ำกว่าที่คาด
- ต้องติดตามการลงทุนพอสมควร แม้จะอยู่ในรูปแบบประกัน แต่ผู้ถือกรมธรรม์ยังต้องติดตามภาวะตลาดและเลือกกองทุนให้เหมาะสม เพราะผลตอบแทนขึ้นอยู่กับการลงทุนจริง 4. ไม่เหมาะกับผู้ที่รับความผันผวนไม่ได้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แม้เติบโตสูงในระยะยาว แต่ระยะสั้นอาจผันผวนแรง โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีหรือธีม AI ที่มีโอกาสปรับขึ้นและลงรวดเร็ว
ส่วนใครบ้างที่อาจเหมาะกับผลิตภัณฑ์นี้ ซึ่งผู้ที่ต้องการทั้งประกันชีวิตและการลงทุนในสัญญาเดียว คนวัยทำงานที่มีเป้าหมายลงทุนระยะยาว ผู้ที่รับความเสี่ยงจากตลาดทุนได้ระดับหนึ่ง ผู้ที่ต้องการกระจายการลงทุนไปต่างประเทศ ขณะที่ผู้ที่ต้องการ “เงินต้นปลอดภัย” หรือไม่ต้องการติดตามการลงทุน อาจเหมาะกับประกันแบบดั้งเดิมมากกว่า
สำหรับทางเลือกที่ควรศึกษาก่อนตัดสินใจก่อนซื้อ ผู้บริโภคควรเปรียบเทียบหลายด้าน เช่น ความคุ้มครองชีวิต ค่าธรรมเนียมรวม จำนวนกองทุนให้เลือก นโยบายลงทุนต่างประเทศ ความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ต ผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน รวมถึงควรอ่านเอกสารเสนอขายและทำความเข้าใจความเสี่ยงอย่างละเอียด
ท้ายที่สุด ประกันชีวิตเชื่อมการลงทุนไม่ใช่ “ทางลัดสร้างความร่ำรวย” แต่เป็นอีกเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยผสาน “การคุ้มครอง” และ “การลงทุน” เข้าไว้ด้วยกัน ผู้บริโภคจึงควรเลือกให้เหมาะกับเป้าหมายทางการเงิน ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และระยะเวลาการลงทุนของตนเอง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์นี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนการเงินอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว 









