
3 กรกฎาคม 2569 : นายชาญฤทธิ์ สุกปลั่ง รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจนายหน้าประกันภัย บมจ. เงินติดล้อ บริษัทในกลุ่ม Tidlor Holdings หรือ TIDLOR (บริษัทฯ) เปิดเผยว่า ในปี 2568 ธุรกิจนายหน้าประกันภัยของกลุ่ม Tidlor Holdings เติบโต 10.5% คิดเป็นเบี้ยประกันภัย 11,247.2 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าภาพรวมอุตสาหกรรมที่เติบโตเฉลี่ยเพียงราว 3% ในขณะที่ไตรมาส 1 ปี 2569 ยังคงโมเมนตัมการเติบโตต่อเนื่อง ด้วยยอดเบี้ยประกันวินาศภัยรวมเพิ่มขึ้นถึง 11.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป้าหมายการเติบโตด้านเบี้ยประกันปีนี้คาดว่าจะเติบโตอีก 8-10%
ตลาดประกันภัยประเทศไทย โอกาสที่ยังเปิดกว้าง
แม้จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ชาญฤทธิ์ มองว่าตลาดประกันภัยในประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก โดยในปี 2568 ตลาดประกันวินาศภัยมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 292,785 ล้านบาท และตลาดประกันชีวิตมีเบี้ยประกันภัยรับรวมสูงถึง 676,436 ล้านบาท นอกจากนี้ ประเทศไทยมีรถจดทะเบียนมากกว่า 45 ล้านคัน แต่ราวครึ่งหนึ่งยังไม่มีประกันภัยภาคสมัครใจ ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสในการขยายการเข้าถึงความคุ้มครองของประชาชนอีกเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกัน สัดส่วนเบี้ยประกันภัยรวมต่อ GDP ของประเทศไทยอยู่ที่ 5% (ประกันชีวิต 3.5% และประกันวินาศภัย 1.5%) ซึ่งถือว่ายังต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง ที่มีสัดส่วนมากกว่า 10% สะท้อนถึงโอกาสเติบโตที่ยังเปิดกว้างทั้งในกลุ่มประกันวินาศภัยและประกันชีวิต
ประกันติดโล่ ผนึกพันธมิตรใหม่ “เมืองไทยประกันชีวิต” พร้อมขายประกันชีวิตผ่านสาขาเบี้ยประกันเพียง 500 บาท/เดือน
ด้วยเหตุนี้ นอกจากการขับเคลื่อนสร้างการเติบโตให้ธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัย เฉลี่ย 5%-10% ต่อปี อย่างต่อเนื่องแล้ว ในปีนี้บริษัทฯ ยังมีแผนขยายธุรกิจสู่การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต (Life Insurance) ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอดสู่การเป็นนายหน้าประกันภัยครบวงจร เพื่อมุ่งสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพในระยะยาว
ดังนั้น จึงประสานมือกับพันธมิตรใหม่ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เพื่อให้บริการด้านประกันชีวิตแบบตลอดชีพ 85/5 และ 85/10 เบี้ยประกันเริ่มต้นหลักร้อยบาท ยกตัวอย่าง อายุ 35 ปี ทำประกันแบบ 85/10 จ่ายเบี้ยประกันเพียง 6,000-7,000 บาท/ปี หรือคิดเป็นรายเดือนประมาณ 500 บาท/ปี ควาามคุ้มครอง 1-5 แสนบาท โดยผู้เอาประกันที่สามารถซื้อได้มีตั้งแต่อายุ 30 วัน- 60 ปี โ ซึ่งปีนี้จะมุ่งเน้น เจาะฐานลูกค้าประกันมีกว่า 1.2 ล้านราย ถ้ารวมกับลูกค้าสินเชื่อด้วยจะมีประมาณกว่า 2 ล้านราย โดยช่วงทดลอง 6 เดือนที่ผ่านมา กับพื้นที่กรุงเทพฯและภาคอีสาน ซึ่งผลปรากฎว่าทางต่างจังหวัดให้การตอบรับที่ดีเนื่องจากมีความต้องการที่หลากหลาย ดังนั้น ในปีหน้าจะเริ่มขยายออกไปสู่ลูกค้าโดยรวมให้ถ้วนทั่ว โดยเบื้องต้นตั้งเป้าหมายภายในปีนี้มีเบี้ยประกันรับประมาณ 100 ล้านบาท หรือหากจะมีรายได้เกิน 10% ของทั้งระบบคาดว่าต้องใช้เวลาประมาณ 5 ปี
"ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตติดโล่ "จ่ายชิล คืนชัวร์" นี้ออกแบบมาเพื่อคนกลุ่มรากหญ้า เพื่อให้กลุ่มฐานลูกค้าเงินติดล้อและชุมชนสามารถเข้าถึงการประกันชีวิตได้ จุดขายคือ "ต้องการสร้างมรดกที่เปลี่ยนแปลงชีวิตคนข้างหลังด้วยหลักร้อย" โดยมีเบี้ยประกันเริ่มต้นเพียง 500 บาท/เดือน ทุนประกันเริ่มต้น 1-5 แสนบาท โดยขายผ่านช่องทางสาขาของเงินติดล้อ 2,000 แห่งทั่วประเทศ ขณะนี้เป็นการลองตลาดก่อนและคาดว่าช่วงปี 2570 จะเริ่มทำการตลาดอย่างจริงจังกับฐานลูกค้าเดิมและขยายออกสู่ทั้งระบบเต็มรูปแบบ" นายชาญฤทธิ์ กล่าว
โครงสร้างธุรกิจที่ครอบคลุมทุกความต้องการของทุกกลุ่มลูกค้า
ภาพรวมการเติบโตของธุรกิจนายหน้าประกันภัยที่ผ่านมาเกิดขึ้นจากการใช้จุดแข็งด้านเทคโนโลยีประกันภัย (InsurTech) ซึ่งเปรียบเหมือนเสาหลัก (Backbone) ที่ทำให้เราสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มช่องทางการขายและบริการให้กับลูกค้าได้อย่างครอบคลุม และทำให้เรายกระดับบริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าหากเราไม่ได้พัฒนาเทคโนโลยีด้าน InsurTech เพื่อเป็นพื้นฐานการดำเนินธุรกิจไว้ก่อนหน้า เราคงเติบโตช้ากว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปัจจุบันที่ตลาดมีความผันผวนสูง
จุดเด่นของธุรกิจนายหน้าประกันภัยของกลุ่ม Tidlor Holdings คือความครอบคลุมใน 2 มิติ ทั้งการมีผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ครอบคลุมทั้งรถ คน และบ้าน และการออกแบบช่องทางขายและบริการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้าทุกรูปแบบ ผ่าน 3 แบรนด์หลัก
ประกันติดโล่ (Shield Insurance Broker) แบรนด์อันดับ 1 ด้านบริการ Face to Face โดยแบรนด์ประกันติดโล่ถูกวางให้เป็น Service Broker ด้วยเป้าหมายเพื่อยกระดับบริการโดยดูแลลูกค้าตั้งแต่ขั้นตอนการซื้อ ที่ให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดผ่านพนักงานมืออาชีพกว่า 5,000 คน จำนวนตัวแทน-นายหน้าทั้งหมดกว่า 80,000 คน บางคนทำอาชีพเสริมที่อยู่ตามชุมชนต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นผลดีที่ส่งผลทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงประกันภัยได้ง่ายยิ่งขึ้นจากเครือข่ายสาขาเงินติดล้อที่ปัจจุบันมีมากกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ และคาดว่าปีนี้จะขยายสาขาอีก 100 แห่ง ไปจนถึงขั้นตอนการเคลม ผ่าน Call Center ประกันติดโล่ 1501 ที่เปิดให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเป็นศูนย์กลางในการให้คำปรึกษาและดูแลลูกค้าครบวงจร
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาลูกค้าผู้ซื้อประกันวินาศภัยกับนายหน้าอาจไม่ได้รับบริการหลังการขายที่มีมาตรฐาน และมีความกังวลเรื่องเงื่อนไขความคุ้มครองเมื่อเกิดอุบัติเหตุ จึงเป็นที่มาของการยกระดับบริการ Call Center ประกันติดโล่ 1501 เพื่อลบภาพจำเดิมๆ และประสบการณ์แย่ๆ ที่ลูกค้าอาจเคยได้รับจากการซื้อประกันภัยกับนายหน้าทั่วไป โดยตั้งแต่เริ่มต้นให้บริการในเดือนธันวาคมปี 2566 ถึงเดือนพฤษภาคม 2569 ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี มีจำนวนลูกค้าที่ติดต่อใช้บริการรวมแล้วมากกว่า 260,000 ครั้ง ก่อให้เกิดความไว้วางใจที่ลูกค้ามอบให้กับแบรนด์ประกันติดโล่ ภายใต้สโลแกน “สบายใจตั้งแต่ซื้อยันเคลม”
ยกตัวอย่าง ช่วงน้ำท่วมหาดใหญ่ มีลูกค้าทรัพย์สินเสียหายจำนวนมาก รวมถึงรถยนต์ กว่า 1,000 คัน แต่เสียหายสิ้นเชิงประมาณ 400-500 คัน ช่วงนั้นประชาชนก็ใช้บริการ Call Center ประกันติดโล่ เพียงโทรหมายเลข 1501 สามารถช่วยประสานงานเรื่องรถยก ปัญหาด้านการเคลมหรือเรื่องอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจและความอุ่นใจให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี ถือเป็นการสร้างคุณค่าให้กับงานบริการ ซึ่งภายใต้แบรนด์ประกันติดโล่ ยังสามารถรักษาฐานลูกค้าและการต่ออายุได้ถึง 75% รวมไปถึงปีนี้ 2569 มีเป้าหมายในการขยายผลิตภัณฑ์ไปยังแบบประกันที่ไม่ใช่รถยนต์เพิ่มมากขึ้น อาทิ ประกันอุบัติเหตุ และประกันเสริมการประกันรถยนต์ ประกันพ.ร.บ. และประกันสุขภาพ ขณะนี้มีเฉพาะประกันภัยโรคร้ายแรง ที่ขายผ่านช่องทางโทรศัพท์ และปีหน้า 2570 จะขยายไปขายผ่านช่องทางสาขา ซึ่งการขยายไปสู่หลากหลายบริการจะนำไปสู่การเติบโตที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ภายหลังจากสถานการณ์น้ำท่วมผ่านพ้นไป ผลปรากฎว่ารถยนต์ลูกค้าไม่ได้ทำประกันน้ำท่วมไว้ โดยแบบประกัน 2+ นั้นไม่รวมน้ำท่วม ดังนั้น จุดนี้ต้องพยายามให้ความรู้กับลูกค้าเพิ่มขึ้น และจำเป็นต้องให้เขาเพิ่มความคุ้มครองกรณีน้ำท่วมอาจจะให้ซื้อเพิ่มอีกเล็กน้อยเพื่อคุ้มครองที่ครอบคลุม เช่น จากเบี้ย 6,000 บาท เป็น 6,500 บาท แล้วแต่ความสมัครใจ เป็นต้น
แบรนด์ เฮ้ กู๊ดดี้ (heygoody.com) แพลตฟอร์มนายหน้าประกันดิจิทัล 100% สำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อประกันด้วยตัวเองผ่านช่องทางออนไลน์ โดยสามารถเปรียบเทียบเบี้ยและเงื่อนไขได้เองตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมรับความคุ้มครองทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ประกันเดินทาง ที่ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี และมีการกลับมาใช้ซ้ำอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถสร้างการเติบโตในปี 2568 ที่ผ่านมาเกิน 100% และคาดว่าสิ้นปีนี้จะมีเบี้ยประกันประมาณ 300 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างการเติบโตในภาพรวมให้ธุรกิจนายหน้าประกันภัยของบริษัทฯ
สำหรับปีนี้ 2569 คาดว่าขยายบริการเพิ่มขึ้น คือการซื้อประกันผ่านแชทออนไลน์ เพื่อให้ลูกค้ามีการเจรจาเป็นการซื้อขายสองทางได้ ปัจจุบันเริ่มดำเนินการกับการประกันเดินทาง เพื่อเร่งขยายฐานลูกค้าทั้งประกันเดินทางและประกันรถยนต์ให้เพิ่มมากขึ้น
"แพลตฟอร์มนี้เป็นการซื้อประกันทางออนไลน์ทั้งหมด โดยไม่มีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องเลย สามารถซื้อได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีการออกแบบหน้าจอที่ซื้อง่าย ไม่ต้องกรอกข้อมูลเยอะ ซึ่งบริษัทเราพยายามทำให้มีความแตกต่างจากแพลตฟอร์มออนไลน์อื่นๆ จะไม่โทรหาลูกค้าเลย ให้ลูกค้าดำเนินการจากเลือกซื้อ จนถึงการแจ้งเคลม พยายามไม่รบกวนลูกค้า ยกเว้นกรณีต่ออายุจะใช้วิธีเตือนแต่ปีนี้ 2569 คาดว่าจะมีการปรับกลยุทธ์ใหม่ เพื่อเพิ่มการพูดคุยแบบแชทสอบถามข้อความเพิ่มขึ้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลองกับการประกันภัยเดินทาง" นายชาญฤทธิ์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจในรูปแบบ InsurTech Platform ผ่านแบรนด์ อารีเกเตอร์ (Areegator) แพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Software-as-a-Service (SaaS) สำหรับนายหน้าประกันอิสระที่สมัครเป็นสมาชิก ช่วยให้สามารถเข้าถึงระบบบริหารงานขาย ผลิตภัณฑ์ประกันที่หลากหลายและมีมาตรฐาน
นอกเหนือจากการดำเนินธุรกิจนายหน้าประกันภัยแล้ว บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริม Insurance Literacy หรือความรู้ความเข้าใจด้านประกันภัยให้กับกลุ่มเยาวชนและชุมชน ผ่านการจัดกิจกรรมในรูปแบบที่สนุกและสอดแทรกความรู้ด้านประกันภัย เพื่อสร้างการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของประกันภัยในฐานะเครื่องมือที่ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายจากอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ช่วยแบกรับความเสี่ยงด้านการเงิน และมีบทบาทสำคัญในการป้องกันความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งคาดหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญของการมีประกันภัยเพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยในปีที่ผ่านมาเราจัดกิจกรรมไปแล้ว 33 แห่ง ใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ และในปีนี้ยังมีแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้านประกันภัยไม่น้อยกว่า 35 แห่ง ทั่วประเทศ 









