วิจัยกรุงศรี
วันที่ 7 กรกฎาคม 2569
สหรัฐ: ประธานเฟด เควิน วอร์ช ย้ำเดินหน้าคุมเงินเฟ้อและยุติการส่งสัญญาณล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ย ขณะที่ความเป็นไปได้ในการขึ้นดอกเบี้ยถูกลดทอนภายหลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 114,000 ตำแหน่ง และชะลอลงจากเดือนพฤษภาคมที่เพิ่มขึ้น 129,000 ตำแหน่ง สะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวของการบริโภคและเศรษฐกิจโดยรวม ด้วยเหตุนี้ วิจัยกรุงศรีคาดว่าเฟดมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.50-3.75% ในช่วงที่เหลือของปีนี้

ญี่ปุ่น: นอกเหนือจากวิกฤตพลังงาน การอ่อนค่าของเงินเยนยังเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนการนำเข้าของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ข้อมูลจาก Tokyo Shoko Research ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีบริษัทล้มละลายจากผลของการอ่อนค่าของเงินเยนจำนวน 45 แห่ง สูงสุดนับตั้งแต่เริ่มจัดเก็บข้อมูลในปี 2565 ทั้งนี้ แรงกดดันดังกล่าวอาจหนุนให้ BOJ ทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อลดส่วนต่างดอกเบี้ยและช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินเยน

จีน: ผลพวงจากวิกฤตน้ำมันยังคงมีอยู่แม้เริ่มลดลง PMI ภาคการผลิตขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะ สินค้ากลุ่มไฮเทค ขณะที่ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง (ดังรูป) สอดคล้องกับการลดลงของราคาเชื้อเพลิงในประเทศซึ่งล่าสุดสูงกว่าก่อนวิกฤต 15-16% (เทียบกับ 28-30% ในช่วงต้นเดือนเมษายน) แม้มีสัญญาณบวกข้างต้นประกอบกับการส่งออกที่แข็งแกร่ง แต่ภาพรวมเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ยังคงมีทิศทางชะลอตัวลง ซึ่งเป็นผลจากการบริโภคและการลงทุนที่ยังอ่อนแอ
ไทย: เศรษฐกิจในประเทศกระเตื้องขึ้นเล็กน้อย ขณะที่การส่งออกชะลอตัว คาด กนง. คงดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานเครื่องชี้เศรษฐกิจสำคัญในเดือนพฤษภาคมส่งสัญญาณผสม โดยมีการฟื้นตัวเล็กน้อยของดัชนีการบริโภคภาคเอกชน (PCI +2.7% YoY จาก +1.4% เดือนเมษายน) และดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (PII +14.8% จาก +11.1%) ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวจากงบบุคลากร ค่ารักษาพยาบาล และงบประมาณเหลื่อมปี อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมลดลงเล็กน้อย (2.3 ล้านคน จาก 2.4 ล้านคน) และการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำชะลอลง (+8.4% จาก +23.2%)

แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคตะวันออกกลางและจีนมีสัญญาณฟื้นตัว (90.4% และ 102.7% ของระดับก่อนเกิดสงครามตามลำดับ ดังรูป) แต่นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอเมริกาและยุโรปยังฟื้นตัวจำกัด (56.4% และ 30.8% ของระดับของก่อนเกิดสงครามตามลำดับ) ทั้งนี้ หากความตีงเครียดในตะวันออกกลางผ่อนคลายลง และต้นทุนการเดินทางทยอยลดลง คาดว่าการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวระยะไกลจะเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยซึ่งปัจจุบันเติบโตต่ำและไม่ทั่วถึง (Uneven Growth) ด้านคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% เพื่อช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยวิจัยกรุงศรีประเมินว่า การดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. จะยังให้น้ำหนักกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศมากกว่าปัจจัยกดดันจากต่างประเทศ เช่น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของประเทศต่างๆ ส่งผลให้ กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องตลอดปีนี้ 









