
กรุงเทพฯ, 11 สิงหาคม 2569 : บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เปิดตัว FX5 กล้องฟูลเฟรมรุ่นใหม่ล่าสุดในตระกูล Cinema Line ภายใต้แนวคิด “ปลดล็อกทุกจินตนาการไร้ขีดจำกัด” เพื่อยกระดับการสร้างสรรค์ผลงานของครีเอเตอร์ ผู้กำกับภาพ และทีมงานโปรดักชันระดับมืออาชีพ ให้สามารถถ่ายทอดทุกไอเดียได้อย่างเต็มศักยภาพ ตอบโจทย์การผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่งานถ่ายทอดสด คอนเสิร์ต มิวสิกวิดีโอ โฆษณา ภาพยนตร์ หนังสั้น ไปจนถึงซีรีส์ ด้วยเทคโนโลยีการถ่ายทำที่ผสานคุณภาพของภาพ ความยืดหยุ่นในการทำงาน และประสิทธิภาพระดับมืออาชีพไว้ในตัวกล้องขนาดกะทัดรัด เพื่อมอบประสบการณ์การสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่คล่องตัวยิ่งขึ้น และรองรับการผลิตผลงานคุณภาพสูงสำหรับการเผยแพร่บนทุกแพลตฟอร์ม

ด้วยจุดแข็งของ Sony Ecosystem ที่ครอบคลุมตั้งแต่เทคโนโลยีด้านการถ่ายทำ การผลิตภาพยนตร์และความบันเทิงระดับโลก ไปจนถึงเทคโนโลยีด้านการแสดงผลและการรับชมภายในบ้าน ทำให้โซนี่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งทั้งในมุมมองของผู้สร้างสรรค์ผลงานและประสบการณ์ของผู้รับชม โดยนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วนมาผสานเข้ากับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้ตอบโจทย์การทำงานจริงของครีเอเตอร์ ผู้กำกับภาพ และทีมงานโปรดักชันในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การถ่ายทำ การตัดต่อ ไปจนถึงการเผยแพร่ผลงานสู่ผู้ชม แนวคิดดังกล่าวจึงถูกถ่ายทอดสู่การพัฒนา FX5 เพื่อมอบเครื่องมือที่ตอบรับรูปแบบการทำงานและความต้องการของผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด ได้ร่วมมือกับ เวลเคิร์ฟ สตูดิโอ บริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์และคอนเทนต์ระดับมืออาชีพ และ พันนา สตั๊นท์ ทีมโปรดักชันผู้เชี่ยวชาญด้านการแสดงแทนในฉากเสี่ยงและการออกแบบคิวบู๊ระดับแนวหน้าของไทย ร่วมสร้างสรรค์คอนเทนต์เพื่อถ่ายทอดศักยภาพของ FX5 ผ่านการทำงานในสถานการณ์จริง พร้อมแบ่งปันประสบการณ์จาก คุณบอส คีตะวัฒน์ และ คุณอะตอม ชานนท์ ผู้ก่อตั้ง เวลเคิร์ฟ สตูดิโอ ผ่านการสาธิตฟังก์ชันเด่นของกล้อง สะท้อนแนวคิด “ปลดล็อกทุกจินตนาการไร้ขีดจำกัด” ที่มุ่งสนับสนุนให้ผู้สร้างสรรค์สามารถถ่ายทอดทุกไอเดียได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยกิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้กำกับภาพ ผู้กำกับ และบุคลากรในวงการภาพยนตร์เป็นจำนวนมาก

FX5 ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ให้ความสำคัญทั้งด้านคุณภาพของผลงานและความยืดหยุ่นในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นครีเอเตอร์ ผู้กำกับภาพ ทีมโปรดักชัน หรือผู้สร้างภาพยนตร์ โดยรองรับการใช้งานได้อย่างหลากหลาย ตั้งแต่งานถ่ายทอดสด อีเวนต์ คอนเสิร์ต มิวสิกวิดีโอ โฆษณา หนังสั้น ไปจนถึงการผลิตภาพยนตร์และซีรีส์ระดับมืออาชีพ ตัวกล้องมาพร้อมเซ็นเซอร์ภาพ CMOS แบบ Fully Stacked ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ผสานฟังก์ชัน Open Gate ที่ช่วยให้การถ่ายทำเพียงครั้งเดียวสามารถนำไปต่อยอดเพื่อสร้างสรรค์คอนเทนต์ได้ทั้งในรูปแบบแนวนอนและแนวตั้ง
โดยช่างภาพสามารถตรวจสอบเฟรมตามสัดส่วนภาพที่ต้องการได้ตั้งแต่ขั้นตอนการถ่ายทำ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการนำคอนเทนต์ไปเผยแพร่บนหลากหลายแพลตฟอร์ม นอกจากนี้ FX5 ยังสามารถบันทึกไฟล์ X-OCN ภายในตัวกล้องได้เป็นครั้งแรกในตระกูล Cinema Line FX อีกทั้งยังรองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียด 5K สูงสุด 60 เฟรมต่อวินาที, 4K สูงสุด 120 เฟรมต่อวินาที และ Full HD สูงสุด 240 เฟรมต่อวินาที เพื่อรองรับการทำงานในโปรดักชันระดับมืออาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ FX5 ยังมาพร้อมคุณสมบัติเด่นที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การทำงานของมืออาชีพในหลากหลายมิติ ดังต่อไปนี้

คุณสมบัติเด่นของ FX5
Open Gate และ X-OCN ปลดล็อกทุกการสร้างสรรค์
FX5 มาพร้อมเซ็นเซอร์ภาพ Exmor RS™ CMOS แบบฟูลเฟรม Fully Stacked ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ทำงานร่วมกับหน่วยประมวลผลภาพ BIONZ XR2™ รุ่นล่าสุด และหน่วยประมวลผล AI โดยเฉพาะ เพื่อยกระดับคุณภาพของภาพและประสิทธิภาพการประมวลผลสำหรับงานสร้างสรรค์ระดับมืออาชีพ เมื่อถ่ายทำในโหมด S-Log3 กล้องสามารถให้ช่วงไดนามิกกว้างกว่า 15+ สต็อป ช่วยถ่ายทอดรายละเอียดได้อย่างครบถ้วนตั้งแต่ส่วนสว่างไปจนถึงบริเวณเงามืด และลดสัญญาณรบกวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในสภาพแสงที่มีความแตกต่างสูง นอกจากนี้ ยังรองรับ Base ISO 3 ระดับ (Three Base ISO) ได้แก่ ISO 800, ISO 4000 และ ISO 12800 เพื่อมอบคุณภาพของภาพที่ยอดเยี่ยมในสภาพแสงที่หลากหลาย อีกทั้งยังเป็นกล้องรุ่นแรกในตระกูล FX ที่มาพร้อมฟังก์ชัน Dual Gain ซึ่งช่วยเพิ่มช่วงการรับแสง ถ่ายทอดการไล่ระดับโทนสีได้อย่างนุ่มนวล และรักษารายละเอียดในบริเวณเงามืดได้อย่างครบถ้วน

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของ FX5 คือการเป็นกล้องรุ่นแรกในตระกูล Cinema Line FX Series ที่รองรับการถ่ายทำแบบ Open Gate ด้วยการอ่านข้อมูลภาพแบบ 3:2 Full-Pixel Readout ครอบคลุมพื้นที่เซ็นเซอร์ทั้งหมด อีกทั้งยังรองรับโหมดการสแกนภาพหลากหลายรูปแบบ ทั้ง 17:9, 16:9 และ Super 35mm เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ในรูปแบบต่าง ๆ นอกจากนี้ FX5 ยังรองรับการบันทึกไฟล์ X-OCN ซึ่งเป็นฟอร์แมต 16-bit Scene-Linear RAW เฉพาะของโซนี่ภายในตัวกล้อง โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์บันทึกภายนอก และรองรับ Codec รุ่นใหม่ ได้แก่ X-OCN C1 และ X-OCN C2 ที่ช่วยลดขนาดไฟล์ให้ใกล้เคียงกับไฟล์ประเภท XAVC ขณะเดียวกันยังคงคุณภาพของภาพในระดับสูง ช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการถ่ายโอนข้อมูล และยกระดับประสิทธิภาพในกระบวนการ Post-Production

ระบบโฟกัสอัจฉริยะ ขับเคลื่อนด้วย AI
FX5 มาพร้อมระบบออโต้โฟกัส (AF) ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI โดยใช้การประเมินท่วงท่าของร่างกาย (Human Pose Estimation) เพื่อระบุตำแหน่งของดวงตา ศีรษะ และลำตัวของบุคคลได้อย่างแม่นยำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามวัตถุแม้ในสภาพแสงน้อย อีกทั้งยังรองรับ Real-time Tracking ที่สามารถติดตามวัตถุได้โดยอัตโนมัติและรักษาความคมชัดได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เมื่อใช้งาน Auto Tracing White Balance (ATW) กล้องจะประมวลผลข้อมูลจากเซ็นเซอร์รับแสงและเซ็นเซอร์อินฟราเรด (IR) ร่วมกับเทคโนโลยี Deep Learning เพื่อวิเคราะห์แหล่งกำเนิดแสงได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้การปรับสมดุลแสงขาวเป็นธรรมชาติและมีความแม่นยำยิ่งขึ้น ทั้งในพื้นที่ร่ม ภายในอาคาร และสภาพแสงที่มีความซับซ้อน
ขณะเดียวกัน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการสร้างสรรค์ผลงาน FX5 ยังสามารถเปิดหรือปิดฟังก์ชัน Noise Suppression ได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน ช่วยให้สามารถปรับแต่งลักษณะของภาพได้อย่างอิสระ ทั้งในขั้นตอนการถ่ายทำและกระบวนการหลังการถ่ายทำ (Post-Production) อีกทั้งยังรองรับฟังก์ชัน De-squeeze สำหรับการใช้งานร่วมกับเลนส์ Anamorphic ด้วยอัตราส่วนการขยาย 1.3x, 1.5x, 1.6x, 1.8x และ 2.0x เพื่อเพิ่มอิสระในการสร้างสรรค์ภาพสำหรับงานภาพยนตร์และวิดีโอระดับมืออาชีพ

ดีไซน์กะทัดรัด คล่องตัว พร้อมประสิทธิภาพระดับมืออาชีพ
FX5 ได้รับการออกแบบให้มีตัวเครื่องขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา มาพร้อมดีไซน์ Flat-Top ที่เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพแบบถือด้วยมือ (Handheld) การใช้งานร่วมกับกิมบอล (Gimbal) หรือการทำงานในพื้นที่จำกัด อีกทั้งยังติดตั้งระบบป้องกันภาพสั่นไหวภายในตัวกล้องแบบ 5-axis In-Body Image Stabilization ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ โดยเพิ่มประสิทธิภาพในการชดเชยการสั่นในแนวหมุน (Roll) ได้มากกว่าระบบเดิมประมาณ 2 เท่า นอกเหนือจากระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ Optical และ Active Mode แล้ว FX5 ยังมาพร้อม Dynamic Active Mode ที่ช่วยให้การบันทึกภาพแบบถือกล้องด้วยมือมีความนิ่งและลื่นไหลยิ่งขึ้น
เมื่อใช้งานร่วมกับ XLR Handle Unit รุ่นใหม่ FX5 สามารถบันทึกเสียงคุณภาพสูงได้สูงสุด 96 kHz แบบ 32-bit Float และบันทึกเสียงพร้อมกันได้สูงสุด 4 แชนเนล อีกทั้งยังสามารถใช้งานร่วมกับช่องมองภาพ OLED ขนาด 0.58 นิ้ว แบบปรับองศาได้ (อุปกรณ์เสริม) เพื่อช่วยให้ตรวจสอบภาพได้อย่างแม่นยำแม้ในสภาพแสงจ้า นอกจากนี้ ตัวกล้องยังมาพร้อมจอ LCD ระบบสัมผัสขนาด 3.5 นิ้ว ความละเอียดประมาณ 2.76 ล้านจุด ในอัตราส่วน 16:9 ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า FX3 และสามารถปรับมุมมองได้อย่างอิสระ เสริมด้วยหน้าจอ BIG6 Home Screen ที่สืบทอดรูปแบบการใช้งานจากกล้อง CineAlta โดยรวบรวมการตั้งค่าสำคัญ เช่น Frame Rate, Exposure และ LUTs ไว้ในหน้าจอเดียว ขณะเดียวกัน ระบบเมนูรูปแบบใหม่ยังได้รับการออกแบบให้มอบประสบการณ์การใช้งานที่สอดคล้องกับกล้อง CineAlta และ FX6 ช่วยให้การทำงานร่วมกันภายในระบบ Cinema Line เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

ความน่าเชื่อถือและความยืดหยุ่น รองรับงานโปรดักชันระดับมืออาชีพ
FX5 ได้รับการออกแบบให้รองรับการทำงานในสภาพแวดล้อมการผลิตที่หลากหลาย ด้วยพัดลมระบายความร้อนประสิทธิภาพสูงและโครงสร้างการกระจายความร้อนที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ช่วยให้สามารถบันทึกวิดีโอได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยยังคงประสิทธิภาพการทำงานที่เสถียร พัดลมระบายความร้อนติดตั้งอยู่ภายในห้องระบายอากาศแยกเฉพาะ พร้อมโครงสร้างที่ช่วยป้องกันฝุ่นและความชื้น เพื่อเพิ่มความทนทานสำหรับการถ่ายทำทั้งในสตูดิโอและงานภาคสนาม นอกจากนี้ ตัวกล้องยังมีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรงทนทาน และมาพร้อมจุดยึดอุปกรณ์เสริมในหลายตำแหน่ง ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ เข้ากับตัวกล้องได้โดยตรงโดยไม่จำเป็นต้องใช้ Cage เพิ่มความคล่องตัวในการจัดชุดอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับแต่ละรูปแบบการถ่ายทำ
FX5 ยังสามารถทำงานร่วมกับแอปพลิเคชัน Monitor & Control เพื่อควบคุมกล้องและตรวจสอบภาพจากสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และ Mac ได้จากระยะไกล ขณะเดียวกัน การแสดงผลผ่านพอร์ต HDMI ยังสามารถกำหนดให้แสดงข้อมูลบนจอของกล้องและจอภายนอกได้อย่างอิสระ หรือแสดงพร้อมกันบนทั้งสองจอ
อีกทั้งยังรองรับแบตเตอรี่ความจุสูง NP-SA100 (2,670 mAh) รุ่นใหม่ ซึ่งมีความจุมากกว่าแบตเตอรี่ NP-FZ100 ประมาณ 1.3 เท่า ช่วยยืดระยะเวลาการถ่ายทำ ควบคู่กับระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะและการแสดงสถานะอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ นอกจากนี้ ตัวกล้องยังติดตั้งพอร์ต USB Type-C™ จำนวน 2 ช่อง รองรับทั้งการรับสัญญาณ Timecode ผ่านอุปกรณ์เสริม และการจ่ายไฟผ่าน USB Power Delivery (PD) สำหรับการถ่ายทำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพอร์ต Wired LAN สำหรับการควบคุมกล้องจากระยะไกลและการเชื่อมต่อเครือข่ายที่มีความเสถียร เพื่อตอบโจทย์ระบบโปรดักชันระดับมืออาชีพที่ต้องการทั้งความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพในการทำงาน

เตรียมอัปเดตเฟิร์มแวร์เวอร์ชัน 2.0
โซนี่มีแผนอัปเดตเฟิร์มแวร์เวอร์ชัน 2.0 สำหรับ FX5 ภายในเดือนสิงหาคม 2027 หรือหลังจากนั้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการถ่ายทำให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยจะรองรับการบันทึกภาพแบบ High Frame Rate (HFR) สูงสุด 240 เฟรมต่อวินาที ในฟอร์แมต X-OCN และการบันทึก XAVC S-I ในอัตราส่วนภาพ 3:2 (Open Gate) พร้อมปรับปรุงส่วนติดต่อผู้ใช้งาน (User Interface) ให้เหมาะสำหรับการถ่ายทำในแนวตั้ง ตลอดจนเพิ่มฟังก์ชัน Frame Grab เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถดึงภาพนิ่งจากวิดีโอได้สะดวกยิ่งขึ้น
ออกแบบเพื่อการเข้าถึง พร้อมใส่ใจสิ่งแวดล้อม
FX5 ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงการเข้าถึงของผู้ใช้งานทุกกลุ่ม ด้วยฟังก์ชัน Accessibility ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน อาทิ Screen Reader สำหรับอ่านเมนูออกเป็นเสียง และฟังก์ชันขยายขนาดตัวอักษรบนเมนูเพื่อเพิ่มความชัดเจนในการมองเห็น อีกทั้งยังออกแบบ Mount Index, Multi-function Dial และปุ่มควบคุมต่าง ๆ ให้มีรูปทรงและพื้นผิวที่แตกต่างกัน เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ ผ่านการสัมผัสได้โดยไม่ต้องอาศัยการมองเห็นเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกัน โซนี่ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน โดยชิ้นส่วนของกล้องมากกว่า 30% ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล ขณะที่โรงงานในประเทศไทยและประเทศจีน ซึ่งเป็นฐานการผลิต FX5 ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ในกระบวนการผลิต นอกจากนี้ ยังเลือกใช้ผ้าไม่ทอที่ผลิตจากวัสดุจากพืช (Plant-derived Nonwoven Fabric) สำหรับห่อหุ้มผลิตภัณฑ์ เพื่อลดการใช้พลาสติกในบรรจุภัณฑ์และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

อุปกรณ์เสริม
ช่องมองภาพ OLED แบบถอดแยกได้ รุ่น DVF-EL1
DVF-EL1 เป็นช่องมองภาพแบบถอดแยกได้ที่มาพร้อมจอ OLED ขนาด 0.58 นิ้ว ความละเอียดประมาณ 7.07 ล้านจุด รองรับการแสดงผลแบบ HDR ด้วยช่วงสีเทียบเท่ามาตรฐาน DCI-P3 และการไล่ระดับสีแบบ 10-bit ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบสีของวัตถุได้อย่างแม่นยำ และมองเห็นรายละเอียดของภาพได้อย่างชัดเจนแม้ในฉากที่มีคอนทราสต์สูง ทั้งระหว่างการถ่ายทำและการเล่นภาพย้อนหลัง นอกจากนี้ ยังมอบประสบการณ์การมองภาพที่สมจริงด้วยอัตราขยายประมาณ 0.9 เท่า และสามารถสลับโหมดการแสดงผลระหว่างการเน้นความละเอียดของภาพกับการเพิ่มระยะมองเห็น (Eye Point) ได้ตามลักษณะการใช้งาน อีกทั้งยังมาพร้อมกลไกที่สามารถปรับองศาได้ตั้งแต่ 0–90 องศา ช่วยให้ตรวจสอบภาพได้อย่างสะดวกจากหลากหลายมุมการถ่ายทำ ไม่ว่าจะเป็นมุมต่ำ มุมสูง หรือการถ่ายทำแบบถือกล้อง (Handheld)

XLR Handle Unit รุ่น XLR-H2
XLR Handle Unit รุ่น XLR-H2 มาพร้อมช่องเชื่อมต่อ XLR/TRS Combo จำนวน 2 ช่อง รองรับการบันทึกเสียงพร้อมกันสูงสุด 4 แชนเนล และติดตั้ง Dual AD Converter ที่ช่วยแปลงสัญญาณเสียงจากไมโครโฟนเป็นดิจิทัลได้อย่างแม่นยำ ให้ช่วงไดนามิกที่กว้าง และสามารถบันทึกเสียงภายในตัวกล้องได้ที่ความละเอียดสูงสุด 96 kHz แบบ 32-bit Float โดยเชื่อมต่อกับตัวกล้องผ่าน Multi Interface (MI) Shoe เพื่อส่งผ่านสัญญาณเสียงดิจิทัลได้อย่างเสถียร นอกจากนี้ การติดตั้ง XLR Handle Unit ยังช่วยเพิ่มความมั่นคงในการจับถือและความคล่องตัวในการถ่ายทำแบบ Handheld จึงเหมาะสำหรับงานที่ต้องการทั้งคุณภาพเสียงระดับมืออาชีพและความยืดหยุ่นในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานสารคดี งานข่าว หรือการผลิตคอนเทนต์ภาคสนาม
สาย Timecode Adapter รุ่น VMC-BNCU1
Timecode Adapter Cable รุ่น VMC-BNCU1 รองรับการเชื่อมต่อผ่านพอร์ต USB Type-C to BNC เพื่อรับสัญญาณ Timecode จากอุปกรณ์ภายนอก ช่วยให้กล้องสามารถซิงค์เวลาการบันทึกภาพและเสียงกับกล้องหลายตัวหรืออุปกรณ์บันทึกเสียงภายนอกได้อย่างแม่นยำ เหมาะสำหรับการทำงานในระบบโปรดักชันระดับมืออาชีพที่ต้องอาศัยการซิงค์ Timecode ระหว่างอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทำแบบ Multi-camera งานออกอากาศ (Broadcast) หรือการผลิตภาพยนตร์ เพื่อเพิ่มความสะดวกและประสิทธิภาพทั้งในขั้นตอนการถ่ายทำและกระบวนการหลังการถ่ายทำ (Post-Production)














