11 กันยายน 2569 : ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการจัดวางห่วงโซ่อุปทานโลกใหม่ ภาคธนาคารมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยโจทย์ไม่ได้อยู่เพียงการเร่งให้ GDP ขยายตัว แต่ต้องสร้างการเติบโตที่กระจายไปยังภาคธุรกิจและประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่ม SME ซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยบนเวทีการประชุม Bangkok Business Summit 2026 ภายใต้แนวคิด “Resilient ASEAN: Asia’s Next Growth Story Starts Here” เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา ว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบการค้าและการลงทุน การเข้ามาของ AI และเทคโนโลยีใหม่ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน รวมถึงการจัดวางห่วงโซ่อุปทานโลกในรูปแบบใหม่ ซึ่งถือเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสครั้งสำคัญของประเทศไทยและอาเซียนในการดึงดูดการลงทุนระลอกใหม่
ประเทศไทยมีจุดแข็งจากขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน โครงสร้างพื้นฐาน ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ การเชื่อมโยงกับภูมิภาค และระบบการเงินที่มีศักยภาพ แต่โจทย์สำคัญคือการเปลี่ยนจุดแข็งดังกล่าวจาก “ศักยภาพ” ให้กลายเป็น “การลงมือทำ” และเปลี่ยนโอกาสให้เป็นการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน และพันธมิตรด้านการพัฒนา
“ความท้าทายของเราในเวลานี้ คือการเปลี่ยนจุดแข็งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริง เปลี่ยนจากศักยภาพไปสู่การลงมือปฏิบัติ และเปลี่ยนจากโอกาสไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน” นายผยง กล่าว

SME ต้องเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ ไม่ใช่รอเพียงเงินทุน
ในมุมของนางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK มองว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ใน “ก้าวแรกที่สำคัญ” ของการปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยเริ่มเห็นโมเมนตัมจากการทำงานที่สอดคล้องกันระหว่างนโยบายรัฐบาล ภาคเอกชน คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และแนวทางจากธนาคารโลก
ทั้งนี้ รายงานของธนาคารโลกได้วางเป้าหมายให้ประเทศไทยสามารถผลักดัน GDP เติบโตได้ถึง 5% ภายในปี 2037 เพื่อก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง โดยการเติบโตในระยะต่อไปควรเป็น Inclusive Growth หรือการเติบโตอย่างทั่วถึงหรือการเติบโตแบบมีส่วนร่วม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ที่มุ่งสร้างงานคุณภาพสูง และขับเคลื่อนผ่านแนวคิด Industry of the Future และ City of the Future
สำหรับ SME นั้น นางสาวขัตติยา มองว่าโจทย์สำคัญไม่ได้อยู่ที่การเข้าถึงเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่ธุรกิจจำเป็นต้อง Transformation และเปลี่ยน Business Model เพื่อให้สามารถอยู่รอดและเติบโตได้ในอนาคต โดย Firm of the Future ควรมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การนำเทคโนโลยีมาใช้ การเพิ่ม Productivity การเข้าถึงตลาดและเพิ่มความสามารถในการขาย รวมถึงการ Diversify หรือกระจายตลาดเพื่อลดความเสี่ยง
ขณะที่ประเด็นต้นทุนทางการเงิน มองว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง Bond Yield สหรัฐฯ กับอัตราดอกเบี้ยไทยไม่ได้เป็นแบบ 1:1 และยังไม่เห็นแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของไทยในระยะใกล้ โดยต้นทุนทางการเงินของธนาคารและลูกค้าในปัจจุบันยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ
“ดอกเบี้ย” ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของการอยู่รอด
ด้านนายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL มองว่า แม้จะมีการตั้งข้อสังเกตว่าอัตราดอกเบี้ยสูงเป็นปัจจัยกดดัน SME แต่อัตราดอกเบี้ยทั่วไปของไทยถือว่าอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับบริบทโดยรวม ดังนั้น หัวใจสำคัญของการอยู่รอดจึงไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนทางการเงินเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ SME ต้องเร่งดำเนินการคือการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ค้นหาตลาดใหม่ พัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ และปรับตัวเพื่อเพิ่มศักยภาพของกิจการ ซึ่งเป็นทิศทางที่ SME จำนวนมากกำลังพยายามดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน
นายชาติศิริ มองว่า การที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของ IMF และ World Bank ในเดือนตุลาคม 2569 ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และนานาประเทศจะได้ร่วมกันวาง Positioning ระยะยาวของประเทศไทย โดยหากสามารถกำหนดแนวทางและกลยุทธ์ร่วมกันได้อย่างชัดเจน จะช่วยสร้างเส้นทางการพัฒนาประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่ธนาคารกรุงเทพพร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกับประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทยอย่างเต็มที่
เศรษฐกิจไทยเป็น K-Shape ต้องสร้าง “หัวรถจักร” ใหม่
ขณะที่นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในภาวะ K-Shape หรือการเติบโตที่แยกออกเป็น 2 ขาอย่างชัดเจน โดยขาขึ้นเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังสามารถเติบโตได้ แต่มีข้อจำกัดจาก Supply Chain ในประเทศที่ยังไม่กว้างและไม่ลึก ตัวอย่างสำคัญ คือ อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งแม้จะส่งผลดีต่อผู้บริโภคจากราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น แต่การพึ่งพาการนำเข้าในสัดส่วนสูงทำให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่ได้กระจายเข้าสู่ประเทศไทยในวงกว้างเท่าที่ควร ทั้งในด้านการใช้แรงงานไทยและการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ
ส่วนขาลงเป็นกลุ่มที่มีฐานเศรษฐกิจกว้างและได้รับผลกระทบในระดับลึก โดยเฉพาะ SME และแรงงานไทยที่เผชิญทั้งการลดการจ้างงาน ชั่วโมงทำงานล่วงเวลา หรือ OT ที่ลดลง รวมถึงคำสั่งซื้อที่ชะลอตัวจากห่วงโซ่อุปทานเดิม ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้อง “Reinvent Thailand” ด้วยการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้เป็น “หัวรถจักรเศรษฐกิจ” ที่สามารถลากจูง SME และแรงงานไทยให้เติบโตไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการแพทย์ที่ควรต่อยอดไปสู่การผลิตยาและเครื่องมือแพทย์ในประเทศ อุตสาหกรรมอาหารที่ต้องเพิ่มมูลค่าแทนการส่งออกเพียงวัตถุดิบต้นน้ำ รวมถึงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ต้องปรับตัวเข้าสู่พลังงานสะอาด ตลอดจนการใช้ไบโอดีเซลที่สามารถเชื่อมโยงกลับไปช่วยเหลือภาคเกษตร
หัวใจสำคัญคืออุตสาหกรรมใหม่เหล่านี้ต้องสร้าง Supply Chain ภายในประเทศ ใช้แรงงานไทยและวัตถุดิบในประเทศให้มากที่สุด เพื่อให้เกิด Inclusive Growth อย่างแท้จริง เพราะหากเศรษฐกิจเติบโตจากฐานที่แคบ ทั้งประเทศและภาคธนาคารจะยังต้องเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง
นายปิติ ยังชี้ว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่สามารถฝากความหวังไว้กับธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารแห่งประเทศไทยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแก้ที่ภาคเศรษฐกิจจริง หรือ Real Sector เพราะแม้ธุรกิจจะได้รับต้นทุนทางการเงินต่ำ หรือแม้กระทั่งดอกเบี้ย 0% ก็อาจไม่สามารถอยู่รอดได้ หากยังขาดทุนตั้งแต่ต้นทางจากการไม่มีตลาด หรือเผชิญการแข่งขันจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน
ดังนั้น บทบาทของภาคการเงินจึงเป็นการสนับสนุนให้แผนของภาคการผลิตจริงสามารถเกิดขึ้นได้ แต่หาก Real Sector ยังเผชิญแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะในกลุ่ม SME ปัญหาการอยู่รอดก็ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่
จาก GDP Growth สู่ GDP Distribution
นายปิติ ยังเสนอว่า การประเมินความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยไม่ควรพิจารณาเพียง GDP Growth แต่ต้องให้ความสำคัญกับ GDP Distribution หรือการกระจายตัวของการเติบโตด้วย เพราะ GDP ที่ขยายตัวเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้สะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ หากการเติบโตดังกล่าวเกิดขึ้นจากฐานที่แคบการเติบโตอย่างยั่งยืนจึงต้องพิจารณาทั้งการขยายตัวของ GDP และการกระจายผลประโยชน์ไปยังภาคส่วนต่าง ๆ ควบคู่กัน เพื่อให้ผลของการเติบโตส่งต่อไปยัง SME แรงงาน ภาคเกษตร และประชาชนในวงกว้าง
ขณะที่นายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB มองเห็นสัญญาณบวกบางส่วนจากเศรษฐกิจไทย ทั้งจากการก่อสร้างทางด่วนพระราม 2 ที่ใกล้แล้วเสร็จ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของที่อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงการปรับภาษีรถ EV ที่อาจกระตุ้นให้ผู้บริโภคเร่งตัดสินใจจองรถก่อนราคาปรับขึ้น
ทั้งนี้ หาก GDP และภาพรวมเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น จะส่งผลต่อเนื่องมายังการเติบโตของสินเชื่อ และสนับสนุนรายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อ ขณะเดียวกัน ความท้าทายสำคัญของภาคการเงินคือการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาในการพัฒนามากกว่าการฝึกอบรมระยะสั้นเพียงไม่กี่เดือน
“Reinvent Thailand” ต้องเกิดจากทุกภาคส่วน
ภาพสะท้อนจากผู้บริหารธนาคารจึงชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า โจทย์เศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปไม่ได้อยู่ที่การลดต้นทุนทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และทำให้การเติบโตสามารถกระจายไปยังภาคธุรกิจและประชาชนได้อย่างทั่วถึง
พร้อมกันนี้ นายผยง ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า แนวคิด “Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” หรือการสร้างประเทศไทยใหม่เพื่ออาเซียนที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่น มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายการผลิต การค้า โลจิสติกส์ อาหาร พลังงาน และการเงินของภูมิภาค หากประเทศไทยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานของอาเซียน ขณะที่การพัฒนาการเชื่อมโยงด้านดิจิทัลและการเงินจะช่วยให้ธุรกิจสามารถทำกิจกรรมข้ามพรมแดนได้ง่ายขึ้น
ปี 2569 จึงถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของประเทศไทย ทั้งการเปิดตัวรายงาน “Building Thailand’s Future Today” ของธนาคารโลก การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของ IMF และ World Bank ในเดือนตุลาคม และการเตรียมรับตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2571 ซึ่งล้วนเป็นโอกาสในการยกระดับบทบาทของไทยบนเวทีภูมิภาค
ท้ายที่สุด การปฏิรูปเศรษฐกิจไทยจะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนเปลี่ยนจากการพูดคุยไปสู่การลงมือทำ โดยภาครัฐต้องทำหน้าที่เปิดทาง ภาคธุรกิจต้องสร้างอนาคต ภาคการเงินต้องสนับสนุนการลงทุนและการปรับตัว และภาคการผลิตต้องสร้างธุรกิจที่แข่งขันได้ หากสามารถทำให้การเติบโตเชื่อมโยงตั้งแต่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ลงมาถึง SME และแรงงานไทยได้ ประเทศไทยก็มีโอกาสเปลี่ยนจากการตั้งรับต่อความเปลี่ยนแปลง ไปสู่การสร้างเรื่องราวการเติบโตบทใหม่ของเศรษฐกิจไทยและอาเซียน 













