23 มีนาคม 2561 : นายวันชัย วราวิทย์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้ ผู้ผลิตเหล็กและอะลูมิเนียมของไทยกำลังประสานผู้นำเข้าสหรัฐให้ยื่นยกเว้นเก็บอากรนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมเป็นรายพิกัด หลังจากกระทรวงพาณิชย์ สหรัฐได้ออกประกาศรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้มาตรา 232 (เพื่อความมั่นคง) กับสินค้าที่จะเรียกเก็บอากรนำเข้าจากทั่วโลกในอัตรา 25% และ 10% โดยจะมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันนี้(23) สามารถยื่นขอยกเว้นการใช้มาตรา 232 ได้
ทั้งนี้ ตามประกาศดังกล่าวได้กำหนดให้บุคคลหรือองค์กรที่ใช้สินค้าเหล็กและอะลูมิเนียมเพื่อธุรกิจในสหรัฐ เช่น ก่อสร้าง โรงงาน หรือผู้จัดหาให้ผู้ใช้มีสิทธิยื่นขอยกเว้นตามประกาศ และกำหนดให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยหรือผู้คัดค้านสามารถโต้แย้งการขอยกเว้นได้ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ที่มีการยื่นขอยกเว้น ส่วนการพิจารณาว่าจะได้รับการยกเว้นให้หรือไม่ขึ้นอยู่กับสินค้าชนิดนั้นมีการผลิตในสหรัฐว่าเพียงพอหรือไม่ หรือสินค้าที่ผลิตภายในไม่มีคุณภาพเพียงพอ
สำหรับเหล็กและอะลูมิเนียมที่ไทยจะประสานให้ผู้นำเข้ายื่นขอยกเว้นมีทั้งรายพิกัดและรายบริษัท โดยพิกัดเหล็กที่ไทยจะยื่นขอยกเว้น ได้แก่ ท่อ แผ่นเหล็กรีดเย็น และสเตนเลส (ไร้สนิม) โดยสินค้าบางรายการสหรัฐมีกำลังการผลิตเพียงพอ แต่โรงงานอาจจะไม่ผลิตด้วยเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวว่า สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครชิคาโก
ได้ประเมินผลกระทบตามมาตรา 232 ในการเก็บอากรนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมที่มีผลต่อไทย โดยคาดว่าผลิตภัณฑ์โลหะเหล็กที่สำคัญเข้าข่ายเสียภาษี ได้แก่ เหล็กรีดทรงแบน มีมูลค่าการนำเข้าในปี 2560 ประมาณ 113.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ท่อเหล็กแบบกลวง มูลค่า 92.12 ล้านดอลลาร์ ท่อเหล็กใช้ในการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ มูลค่า 55.96 ล้านดอลลาร์ ท่อเหล็กไร้สนิม มูลค่า 37.88 ล้านดอลลาร์ และอะลูมิเนียมแผ่น มูลค่า 17.44 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม หลังจากมาตรการเก็บอากรนำเข้าดังกล่าวมีผลบังคับใช้ จะทำให้มูลค่าการนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้จากไทยลดลง หากประเมินตามโควตาการนำเข้าโลหะทั้งสองชนิด ในปี 2561 คาดว่าการนำเข้าจะลดลง 35-45% เมื่อเทียบกับการนำเข้าจากไทยเมื่อปีที่ผ่านมามูลค่าประมาณ 200-250 ล้านดอลลาร์ ![]()












