4 กรกฎาคม 2562 : นายตรรก บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่ด้านโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุทธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทปีนี้ คาดว่า ยังแข็งค่าอย่างต่อเนื่องอยู่ที่ระดับ 30.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบที่ระดับ 30.00-31.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนแนวโน้มในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 มองว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าสูง โดยเคลื่อนไหวในกรอบที่ 29.50- 31.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ในส่วนของแนวโน้มค่าเงินบาทคาดว่าจะแข็งค่าไปจนถึงช่วงกลางปี 2563 เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติมองตลาดทุนไทยเป็นแหล่งพักเงินระยะสั้นที่ดี กลังจากที่ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกจากนี้ไปมีความผันผวนค่อนข้างมากจากปัจจัยลบในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯเริ่มถดถอย ปัญหาสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน และล่าสุดได้พ่วงปัญหาไปอีกหลายประเทศ ประกอบกับธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)ส่งสัญญาณอย่างต่อเนื่องในเรื่องของการปรับอัตราดอกเบี้ยลง
ทั้งนี้ ทางธนาคารกรุงศรีฯ มองว่า เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยในเดือนก.ค.2562 หนึ่งครั้งประมาณ 0.25% และปรับลดดอกเบี้ยอีกครั้ง0.25% ในเดือนก.ย.2562 และช่วงต้นปี 2563

ส่วนอัตราดอกเบี้ยไทย คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงดอกเบี้ยระดับที่ 1.75% ไปถึงสิ้นปีนี้ ส่วนโอกาสที่ธปท.ปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้ แต่จุดประสงค์ในการลดดอกเบี้ยนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไรก็ต้องพิจารณาให้ดีเนื่องจาก การที่ค่าเงินบาทแข็งค่าสูงสุดกว่า6% เป็นผู้นำในภูมิภาคนั้น ปัจจัยหลักมาจากนอกประเทศเป็นหลัก ในความเห็นของธนาคาร มองว่า การแก้ปัญหาค่าบาท ควรใช้นโยบายการคลังมากกว่านโยบายทางการเงินของธปท. เพราะกระทรวงการคลังมีงบกลางฯสูงถึง 90,000 ล้านบาท ซึ่งเม็ดเงินดังกล่าวสามารถนำไปใช้ได้ในหลายส่วนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนจีดีพีไทยปีนี้อยู่ที่ 3.2%
นายตรรก กล่าวอีกว่า ในสภาวะที่เศรษฐกิจโดยรวมยังชะลอตัว รวมถึงเงินบาทก็จะแข็งค่าอยู่อีกอย่างน้อย 1 ปี ธนาคารกรุงศรีฯในฐานะสถาบันการเงินในเครือ MUFG ที่มีเครือข่ายครอบคลุมในหลายภูมิภาค เสนอแนะให้ผู้ประกอบการถือโอกาสช่วงเงินบาทแข็งค่า นำเข้าเทคโนโลยีหรือเครื่องจักร เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันในระยะยาวมากกว่าการมุ่งหวังกำไรจากค่าเงิน รวมถึงพิจารณาค้าขายด้วยสกุลภูมิภาคเดียวกัน หรือสกุลที่ผู้ประกอบการใช้เพื่อลดความเสี่ยงค่าเงิน ซึ่งกรุงศรีก็มีบริการ-ผลิตภัณฑ์ที่พร้อมบริการและให้คำปรึกษาอยู่แล้ว ![]()











