9 กรกฎาคม 2562 : ช่วงนี้ใครๆ ก็ตื่นเต้นไปกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลล่าสหรัฐฯ ที่นับวันยิ่งแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ จากที่อ่อนค่ามานานหลายปีอ่อนค่ามากกว่า32 บาท แต่ตอนนี้สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 30-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และแนวโน้มค่าเงินบาทจ่อแข็งค่าขึ้นอีกและมีโอกาสหลุด 29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เหมือนเมื่อช่วง6-8 ปีก่อน ที่ค่าเงินบาทแข็งค่าไปที่ระดับ 28-29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
ถามว่า? ทำไมค่าเงินบาทถึงได้แข็งค่าเช่นนี้ จากการประเมินสถานการณ์โดยรวม ปัญหาหลักมาจากปัจจัยนอกประเทศเป็นหลัก การเกิดสงครามทางการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯกับประเทศจีน ที่ทำให้เกิดความผันผวนหนักในตลาดทุนทั่วโลก ร่วมไปถึงตลาดส่งออกด้วย ขณะที่ทางธนาคารกลางสหรัฐฯมีการส่งสัญญาณออกมาเป็นระยะๆว่า “เราจะลดดอกเบี้ยแน่นอนในอนาคต”

สัญญาณดังกล่าวนักลงทุนมั่นใจว่าจะเป็นเช่นนั้น ต่างเป็นจังหวะที่ดีที่หาแหล่งพักเงินลงทุนแหล่งใหม่แทนสถานที่ลงทุนเดิมๆ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง รอจนกว่าสถานการณ์ปัจจัยลบต่างๆจะดีขึ้น แล้วค่อยขนเงินกลับเข้าไปใหม่ และประเทศไทยคือเป้าหมายหลักที่จะขนเงินมาไว้ ด้วยแจจัยพื้นฐานของไทยดีมากเกินไป จึงเป็นเป้าหมายในการจนเงินเข้ามาลงทุน
ล่าสุด กูรูทางการเงินอย่าง นายตรรก บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่ด้านโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุทธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY ยังได้ออกมากล่าวถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทในขณะนี้ว่า ค่าเงินบาทปีนี้ คาดว่า ยังแข็งค่าอย่างต่อเนื่องอยู่ที่ระดับ 30.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบที่ระดับ 30.00-31.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
ส่วนแนวโน้มในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 มองว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าสูง โดยเคลื่อนไหวในกรอบที่ 29.50- 31.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในส่วนของนักลงทุนไทยยังคงต้องระมัดระวังในการลงทุนในตลาดหุ้นพอสมควร เนื่องจาก ยังมีเม็ดเงินเคลื่อนย้ายไหลเข้ามายังหุ้นไทยในปีนี้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นปี 2562 ถึงปัจจุบันมีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้นไทยประมาณ 50,000 ล้านบาท ขณะที่ช่วงปีที่ผ่านมาต่างชาติขายหุ้นไทยออกไปสูงถึง 280,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ เชื่อว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ไปจนถึงช่วงปีหน้า เม็ดเงินลงทุนดังกล่าวยังไหลเข้าตลาดหุ้นต่อเนื่อง ด้วยปัจจัยลบและปัจจัยบวกทั้งในประเทศและต่างประเทศยังสนับสนุนอยู่อีกมาก ส่วนตลาดตราสารหนี้ในช่วงปีนี้มีเงินไหลเข้ามาแล้วประมาณ 20,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาพักในตราสารหนี้ระยะสั้นเป็นหลัก ส่วนหุ้นไทยหลังจากเม็ดเงินลงทุนยังมีโอกาสไหลเข้ามาต่อเนื่อง ทำให้ตลาดหุ้นมีความผันผวนและหากดัชนีปรับขึ้นไปใกล้ 1,800 จุด นักลงทุนต่างชาติจะขายหุ้นออกเพื่อทำกำไร ดังนั้น นักลงทุนควรระมัดระวังการลงทุนให้ดี
ขณะที่ภาคการลงทุนไทย เกี่ยวกับดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน(FETCO Investor Confidence Index) ประจำเดือนกรกฎาคม 2562 ไว้อย่างน่าสนใจ โดยนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นเดือนแรกในรอบสี่เดือนอยู่ในเกณฑ์ทรงตัว (Neutral) โดยผลสำรวจพบว่าคามคาดหวังนโยบายภาครัฐและนโยบายทางการเงินของสหรัฐเป็นปัจจัยฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ขณะที่ติดตามคามคืบหน้าการเจรจาสงครามทางการค้าและเสถียรภาพการเมืองในประเทศ เป็นปัจจัยฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุน

ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน ประจำเดือนกรกฎาคม 2562 ได้ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้ 1.ดัชนีความเชื่อมั่นรวมทุกกลุ่มนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (กันยายน 2562) อยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” (Neutral) (ช่วงค่าดัชนี 80 – 119) โดยเพิ่มขึ้น 25.50% มาอยู่ที่ระดับ 109.44 2 .ดัชนีความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศทรงตัวอยู่ใน Zone ทรงตัว (Neutral)
3.ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นมาอยู่ใน Zone ร้อนแรงอย่างมาก (Very Bullish) 4.ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนรายบุคคลเพิ่มขึ้นมาอยู่ใน Zone ทรงตัว (Neutral) 5.ดัชนีความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ อยู่ใน Zone ทรงตัว (Neutral) เช่นเดิม
6.หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดบริการรับเหมาก่อสร้าง(CONS) 7.หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ (MEDIA)
8.ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ นโยบายภาครัฐ 9. ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนเพิ่มขึ้นเป็นเดือนแรกในรอบสี่เดือน อยู่ในเกณฑ์ทรงตัวเป็นเดือนที่สี่ติดต่อกัน โดยกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากจากเกณฑ์ซบเซามาอยู่ที่เกณฑ์ร้อนแรงอย่างมาก กลุ่มบัญชีนักลงทุนรายบุคคลเพิ่มขึ้นจากเกณฑ์ซบเซามาอยู่ที่เกณฑ์ทรงตัว กลุ่มสถาบันในประเทศเพิ่มขึ้นจากเกณฑ์ทรงตัวมาอยู่ที่เกณฑ์ร้อนแรง ขณะที่กลุ่มนักลงทุนต่างประเทศไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ที่เกณฑ์ทรงตัวเช่นเดิม
ในช่วงเดือนมิถุนายน ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นตลอดเดือน จากระดับต่ำสุดช่วงต้นเดือนที่ 1622 จุด เคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากสลับกับการพักตัว โดยดัชนีมาอยู่ระดับสูงสุดของเดือนที่ 1735 จุด ก่อนจะเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 1720-1730 จุดในช่วงปลายเดือน โดยทิศทางการลงทุน ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด คือ ความคาดหวังนโยบายภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ซึ่งจะเริ่มประกาศนโยบายในช่วงเดือนกรกฎาคม
รองลงมาคือนโยบายทางการเงินของสหรัฐ แม้ว่ามีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายแต่ส่งสัญญาณการลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง 2562 โดยการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศหนุนความเชื่อมั่นในลำดับรองลงมา ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศยังคงเป็นปัจจัยฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด รองลงมาคือสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศและเสถียรภาพของรัฐบาลยังเป็นปัจจัยที่นักลงทุนจับตามอง
สำหรับปัจจัยทางเศรษฐกิจโลกที่ต้องติดตามได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความคืบหน้าการเจรจาทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐภายหลังการประชุม G20 ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ECB ภายหลังส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมทั้งลดดอกเบี้ยและทำ QE เพิ่ม นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนในช่วงครึ่งหลังของปีจากความตึงเครียดทางการค้าที่เพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันและทองคำที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางในช่องแคบฮอร์มุท เป็นปัจจัยที่นักลงทุนจับตามอง ![]()











