11 ตุลาคม 2562 : ธนาคารออมสิน จับมือพันธมิตรธนาคาร ไอซีบีซี (ไทย) กลุ่มเครือข่ายธนาคาร ไอซีบีซี ธนาคารที่มีลูกค้าบุคคลมากกว่า 500 ล้านราย มีสาขากว่า 20,000 สาขา ผนึกกำลังส่งเสริมความแข็งแกร่งของทั้งสองธนาคารเป็นเครือข่ายธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลก ช่วยขยายฐานลูกค้า ไทย-จีน ทั้งนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว ผ่านธุรกรรมในประเทศไทยด้วยเครือข่ายของธนาคารออมสิน และผ่านเครือข่าย ไอซีบีซี ทั่วโลก เผย ภายใต้ความร่วมมือนี้จะช่วยเสริมเครือข่ายธุรกิจฐานรากและโครงการขั้นพื้นฐานของทางภาครัฐ

ดร.ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ด้วยความสัมพันธ์อันดีระหว่าง 2 ประเทศ คือ ไทย และ จีน ที่มีมาอย่างยาวนานในทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และทางสังคม จวบจนปัจจุบันที่รัฐบาลประเทศจีนและรัฐบาลไทยได้มีความร่วมมือกันในหลายๆโครงการ เช่น โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ หรือ EEC, โครงการ One Belt One Road เป็นต้นในขณะที่คนไทยและคนจีนมีการเดินทางระหว่าง 2 ประเทศเป็นจำนวนมาก ทั้งเพื่อการท่องเที่ยวและการทำธุรกิจ

ดังนั้น จึงเป็นโอกาสให้สถาบันการเงินของรัฐขนาดใหญ่อันดับหนึ่งของไทยได้แก่ ธนาคารออมสิน และธนาคารไอซีบีซี (ไทย) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มธนาคารไอซีบีซี ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ได้ร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินเพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างกัน เพื่ออำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั้ง 2 ธนาคาร

ทั้งนี้ ธนาคารออมสินได้ดำเนินงานภายใต้ภารกิจหลักด้านการส่งเสริมการออม การสร้างวินัยทางการเงิน การเป็นแหล่งทุนสนับสนุนประชาชนรายย่อย และสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยบริการทางการเงินครบวงจร โดยความร่วมมือในครั้งนี้ จะครอบคลุมการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ 7 ด้านดังนี้
1. บัตรเครดิต Co-Branded UnionPay
2. บริการด้านร้านค้ารับบัตร (EDC/POS)
3. ด้านการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านระบบออนไลน์
4. การให้สินเชื่อร่วม/เงินกู้ร่วม(Syndicated Loan)
5. โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC (Eastern Economic Corridor)
6. การให้กู้ยืมระหว่างธนาคาร (Interbank Lending)
7. การเป็นตัวแทนเพื่อให้บริการลูกค้าร่วมกัน (Banking Agent)

โดยธนาคารออมสินเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือดังกล่าวนี้ จะเป็นกลไกสำคัญเพื่อที่จะสร้างและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการร่วมกันให้แก่ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจทั้งสองประเทศมากยิ่งขึ้น
ดร.ชาติชายกล่าวต่อไปว่า ในเบื้องต้นตั้งเป้าหมายการขยายบัตรเครดิต Co-Branded UnionPay ไว้ 1 แสนบัตร เพื่อกระจายรายได้ลงไปสู่ตลาดฐานรากให้ได้รับประโยชน์มากขึ้น ส่วนสินเชื่อใหม่ปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1 แสนล้านบาท เติบโต 5% จากปี 2561 มีจำนวน 2.1 แสนล้านบาท สิ้นปี 2562 จะเพิ่มเป็น 2.2 แสนล้านบาท โดยมีอัตราเติบโต 1.1-1.5% ทางด้าน NPL สิ้นเดือนกันยายน 2.9% คาดว่าสิ้นปี 2562 จะมี 2.8%

“ความร่วมมือครั้งนี้ ธนาคารสามารถขยายลูกค้าได้เพิ่มขึ้น 40% โดยเฉพาะกลุ่ม GEN Y เป็นการสร้างแบรนด์ให้คนรุ่นใหม่ได้มองเห็นถึงความทันสมัยของธนาคารมากขึ้น ซึ่ง กลุ่มคนรุ่นใหม่จะเรียกธนาคารว่า “GSB BANK” ดังนั้นจึงไม่เป็นการยากที่จะนำเสนอโปรดักส์ให้ครอบคลุมครบวงจร รวมไปถึงธนาคารพยายามสร้าง โซเชียล บรานซ์ ธนาคารเพื่อสังคม โดยมีการทำงานสอดคล้องกับนโยบายและโครงการของภาครัฐ ขณะนี้มี 6 สาขา คาดว่าปี 2563 จะเพิ่มเป็น 100 สาขา นอกจากนี้ ธนาคารยังมีความพร้อมในการปล่อยสินเชื่อ SME ขณะนี้สามารถปล่อยได้ 2-3 เท่า หรือ 2-3 หมื่นล้านบาท แต่มีเป้าหมายจะปล่อยให้ได้ 8 เท่าตัว” ดร.ชาติชายกล่าวสรุป

ดร.จื้อกัง หลี่ ประธานกรรมการ ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 9 ปี ที่ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ธนาคารทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศไทยมาโดยตลอด และพร้อมให้บริการทางการเงินที่ครอบคลุมได้อย่างครบถ้วน
“การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางธุรกิจในครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจระหว่าง 2 ธนาคาร โดยจะมีการร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินและบริการทางการเงินให้ดียิ่งขึ้น ทั้งในกลุ่มลูกค้าบุคคลและลูกค้านิติบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ธนาคารไอซีบีซี มีกลุ่มลูกค้าบุคคลมากกว่า 500 ล้านราย

โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศไทย และมีการใช้จ่ายค่าสินค้าและบริการผ่านบัตรเครดิต บัตรเดบิต และแอพพลิเคชั่น AlipayWechatpay ในขณะที่ธนาคารออมสินเองมีลูกค้าที่เป็นกลุ่มร้านค้าผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นจำนวนมาก ดังนั้น ธนาคารมั่นใจว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นการช่วยขยายฐานลูกค้าของทั้งสองธนาคาร ทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนสามารถจับจ่ายใช้สอยได้สะดวกยิ่งขึ้น และเป็นการเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าให้กับร้านค้าด้วย อีกทั้งยังจะช่วยเพิ่มมูลค่าด้านการท่องเที่ยว ในแง่ของเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาในประเทศ ซึ่งจะเป็นรากฐานในการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งต่อไป” ดร.จื้อกัง หลี่ กล่าว ![]()











