WELCOME TO SEQUEL ONLINE (ซีเคว้ล ออนไลน์)
วันพุธ ที่ 16 กันยายน 2569 ติดต่อเรา
“ลงทุน” พ่วง “ช่วยเหลือสังคม”

16 กันยายน 2569 : ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดการเงินที่ไม่ได้มีเพียงเรื่องอัตราดอกเบี้ยหรือผลตอบแทน แต่ยังมีการนำสิทธิประโยชน์ต่างๆ มาจูงใจลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นฝากเงินแถมประกัน สมัครสินเชื่อพ่วงประกัน หรือในช่วงเทศกาลมีการแจกประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) ฟรี กลยุทธ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า “การลงทุน” และ “การดูแลลูกค้า” กำลังถูกออกแบบให้มีคุณค่าในมิติที่หลากหลายมากขึ้น

หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจ คือ การลงทุนที่สามารถ “พ่วง” การสร้างประโยชน์ให้กับสังคมไปพร้อมกัน ผ่านกองทุนรวมคนไทยใจดี (BKIND) ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บัวหลวง จำกัด (BBLAM) ซึ่งนำส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุนไปสนับสนุนโครงการเพื่อสังคม โดยมุ่งหวังให้เงินลงทุนของประชาชนไม่ได้สร้างเพียงผลตอบแทนทางการเงิน แต่ยังส่งต่อโอกาสและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมในระยะยาว

นายเสกสรร โตวิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการหน่วยงานสื่อสารการตลาด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บัวหลวง จำกัด (BBLAM) กล่าวว่า ช่วงที่ตลาดหุ้นไทยไม่ดี บรรยากาศการลงทุนและความรู้สึกของนักลงทุนย่อมไม่เอื้อต่อการลงทุน ส่งผลให้ขนาดกองทุนรวมคนไทยใจดี รวมถึงเงินที่จะนำไปสนับสนุนโครงการเพื่อสังคมลดลงตามไปด้วย แต่เมื่อปัจจุบันตลาดเริ่มฟื้นตัวและผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว จึงถือเป็นจังหวะที่ดีที่จะกลับมาสื่อสารและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ ESG รวมถึงปัญหาสังคมให้กับนักลงทุนมากขึ้น

เป้าหมายของ BBLAM คือการทำให้กองทุนมีขนาดใหญ่ขึ้น เพราะยิ่งกองทุนเติบโต เงินที่สามารถส่งต่อไปช่วยเหลือสังคมก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยปัจจุบันกองทุนมีขนาดประมาณ 318 ล้านบาท และมี NAV ประมาณ 12.6 บาท ขณะที่เป้าหมายคือการผลักดันขนาดกองทุนให้ทะลุ 500 ล้านบาทขึ้นไป

หัวใจสำคัญของการคัดเลือกโครงการเพื่อสังคมของกองทุนอยู่ที่ 3 แนวทาง หรือ 3 Pillars ได้แก่ Relief, Leverage และ Platform ซึ่งแต่ละแนวทางมีเป้าหมายในการสร้างผลกระทบทางสังคมแตกต่างกัน

Relief คือการช่วยเหลือผู้ที่กำลังเดือดร้อนอย่างเร่งด่วนและสามารถเห็นผลได้ค่อนข้างเร็ว เช่น โครงการผ่าตัดปากแหว่งเพดานโหว่ของเด็ก ขณะที่ Leverage เป็นการเข้าไปสนับสนุนโมเดลที่ดีอยู่แล้วให้สามารถขยายผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น โครงการ Food for Good ที่ไม่ได้เน้นเพียงการนำเงินไปซื้ออาหาร แต่เข้าไปช่วยสร้างระบบโภชนาการ อบรมครู และออกแบบเมนูอาหารให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เกิดระบบที่สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ส่วน Platform เป็นการสร้างระบบหรือโครงข่ายที่เปิดโอกาสให้ผู้อื่นสามารถนำโมเดลไปต่อยอดได้ในระยะยาว ตัวอย่างเช่น โครงการครูนางฟ้า หรือการสร้างระบบโครงข่ายดูแลเด็กในกรุงเทพฯ ซึ่งมุ่งสร้างกลไกที่จะสามารถขยายผลได้มากกว่าการช่วยเหลือเป็นรายกรณี

สำหรับกลไกการส่งต่อเงินลงทุนไปสู่สังคมนั้น BBLAM จะนำค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุน หรือ Management Fee จำนวน 40% ไปบริจาคให้กับโครงการเพื่อสังคม หากยกตัวอย่างการลงทุน 10,000 บาท และคิดค่าธรรมเนียม 1.5% จะเท่ากับ 150 บาท เมื่อคิด 40% ของค่าธรรมเนียมดังกล่าว จะเป็นเงิน 60 บาท แม้จำนวนเงินดังกล่าวอาจดูไม่มากสำหรับนักลงทุนแต่ละคน แต่เมื่อรวมกันเป็นเงินกองทุนก็สามารถกลายเป็นพลังขนาดใหญ่ที่สร้างผลกระทบทางสังคมได้

ในมุมของการบริหารพอร์ตการลงทุน คุณเสกมองว่า ESG ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของภาพลักษณ์หรือการทำกิจกรรมเพื่อสังคม แต่ยังสามารถทำหน้าที่เป็น “เกราะป้องกันความเสี่ยง” ให้กับพอร์ตการลงทุนได้ โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับ Governance หรือธรรมาภิบาล เพราะบริษัทที่ประสบปัญหาหรือพังลงในหลายกรณีมีจุดเริ่มต้นจากปัญหาด้านธรรมาภิบาล

นอกจากนี้ กองทุนยังมีการปรับนโยบายให้สามารถกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศได้สูงสุดถึง 50% เพื่อเพิ่มทางเลือกในการบริหารความเสี่ยง ปัจจุบันมีสัดส่วนการลงทุนต่างประเทศอยู่ประมาณ 20% อย่างไรก็ตาม การประเมิน ESG ในต่างประเทศมีความท้าทายมากขึ้น เพราะไม่สามารถพิจารณาเพียงตัวเลขในงบการเงิน แต่ต้องเข้าไปตรวจสอบในรายละเอียด รวมถึงพิจารณาว่าบริษัทสามารถตอบคำถามและความคาดหวังของผู้บริโภคในแต่ละประเทศได้อย่างไร

ขณะที่นายวิเชียร พงศธร ประธานกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ (PM) กล่าวว่า มีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับ BBLAM ผ่านกองทุนรวมคนไทยใจดี ซึ่งทำงานด้านสังคมผ่านตลาดทุนมาอย่างต่อเนื่องถึง 12 ปี กองทุนคนไทยใจดีสามารถช่วยสังคมได้มากถึง 18 ล้านคนเลยทีเดียว โดยสิ่งที่เห็นพัฒนาการอย่างชัดเจน คือ วิธีคิดของคณะกรรมการกองทุนที่ให้ความสำคัญกับการติดตามและประเมินผลอย่างจริงจังว่า เงินที่สนับสนุนไปยังองค์กรเพื่อสังคมนั้น ไม่ได้เพียงช่วยให้เกิดกิจกรรมขึ้น แต่จะต้องทำให้องค์กรเหล่านั้นสามารถอยู่รอดและสร้างความยั่งยืนต่อไปได้ด้วยตัวเอง

เพราะการทำงานเพื่อสังคมไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนกิจกรรมที่เกิดขึ้น หรือที่เรียกว่า Output แต่ต้องมองไปถึง Outcome หรือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ สุขภาพ หรือสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาและการทำงานอย่างเป็นระบบ

หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวคือ “โครงการครูนางฟ้า” ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากแพทย์รายหนึ่ง ซึ่งเป็นรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลรัฐในจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ต้องรับมือกับเยาวชนซึ่งเข้าสู่กระบวนการคดียาเสพติดเป็นจำนวนมาก จึงเกิดคำถามว่า หากต้องคอยตั้งรับและบำบัดเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว เหตุใดจึงไม่เข้าไปทำงานกับเด็กตั้งแต่ต้นทางในโรงเรียน

แนวคิดดังกล่าวจึงนำไปสู่การสร้างระบบคัดกรองความเสี่ยง และให้ครูที่มีความพร้อมและมีใจเข้ามาเป็นคนกลางในการดูแล บำบัด และช่วยเหลือเด็กกลุ่มเสี่ยง เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามจนต้องเข้าสู่กระบวนการแก้ไขในภายหลัง

คุณวิเชียรมองว่า ปัญหาสังคมไม่สามารถแยกออกจากเศรษฐกิจได้ เพราะปัญหาอย่างฝุ่น PM2.5 หรือเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ล้วนส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและย้อนกลับมาถึงทุกคนในสังคม ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงต้องมองในลักษณะของ “ระบบนิเวศ” หรือ Ecosystem มากกว่าการแก้ปัญหาเป็นจุดๆ

สิ่งที่จำเป็นจึงเป็นการสร้าง “ความปกติใหม่” ที่ทุกภาคส่วนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสังคมให้แข็งแรง เพราะแม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วก็ไม่มีรัฐบาลใดสามารถแก้ไขปัญหาสังคมทั้งหมดได้เพียงลำพัง จำเป็นต้องอาศัยพลังจากภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และองค์กรเพื่อสังคมเข้ามาทำงานร่วมกัน

ในมุมนี้ เงินทุนจึงอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่สิ่งสำคัญคือการนำเงินเข้าไปเสริมขีดความสามารถขององค์กรตัวกลางที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโภชนาการ สิ่งแวดล้อม การศึกษา หรือประเด็นทางสังคมอื่นๆ เพื่อให้องค์กรเหล่านั้นสามารถขยายผลและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น

นอกจากนี้ แนวคิดเรื่องการนำตลาดทุนเข้ามาสร้างประโยชน์ต่อสังคมยังถูกขยายไปสู่ระดับอุตสาหกรรม ผ่านการที่ BBLAM เป็นหัวหอกในการริเริ่มด้านนี้ ส่งผลให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือ บลจ. กว่า 10 แห่ง มาร่วมกันจัดตั้งกองทุนธรรมาภิบาล หรือ CG Fund ซึ่งมีแนวคิดในการคัดเลือกหุ้นที่ให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาล และแบ่งรายได้ค่าธรรมเนียม 40% ไปสนับสนุนกิจกรรมด้านธรรมาภิบาลเช่นเดียวกัน

ความแตกต่าง คือ CG Fund จะให้น้ำหนักกับเรื่อง Governance หรือธรรมาภิบาลเป็นหลัก ขณะที่กองทุนรวมคนไทยใจดีจะครอบคลุมมิติด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่หลากหลายกว่า

ท้ายที่สุดแล้ว “ลงทุนพ่วงช่วยสังคม” จึงอาจเป็นอีกภาพหนึ่งของการลงทุนยุคใหม่ ที่ผลตอบแทนไม่ได้ถูกมองเพียงตัวเลขในพอร์ต แต่ยังรวมถึงคุณค่าที่เงินลงทุนสามารถส่งต่อไปยังผู้คนและสังคมได้ หากเงินจำนวนเล็กๆ จากนักลงทุนจำนวนมากสามารถรวมพลังกันได้ ก็อาจกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ที่ช่วยสร้างระบบและโอกาสให้กับคนอีกจำนวนมาก

และนี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้การลงทุนในกองทุนลักษณะนี้ถูกเปรียบเปรยได้ว่าเป็นเสมือน “ประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพของพอร์ต” เพราะนอกจากดูแลความเสี่ยงและโอกาสในการลงทุนของวันนี้แล้ว ยังเป็นการส่งต่อสิ่งดีๆ เพื่อสร้างสังคมที่แข็งแรงสำหรับอนาคตของคนรุ่นต่อไปอีกด้วย

เศรษฐกิจ ดูทั้งหมด



COPYRIGHT © 2016 SEQUEL ONLINE. ALL RIGHTS RESERVED.
FOLLOW UP