6 กุมภาพันธ์ 2569 : ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พ.ร.บ.) พ.ศ. 2535 กำหนดให้ รถทุกคันที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกต้องทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ก่อนที่จะสามารถต่อภาษีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ได้ ทั้งรถยนต์, รถจักรยานยนต์, รถโดยสาร, รถบรรทุก ฯลฯ และประกันพ.ร.บ.ยัง ให้ความคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่, ผู้โดยสาร หรือบุคคลภายนอกที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ
โดยมีรถจดทะเบียนทั้งหมดในประเทศไทย ณ ปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 42 ล้านคัน โดยแบ่งเป็น
- รถจักรยานยนต์: ประมาณ 22–25 ล้านคัน
- รถยนต์ทุกประเภท: ประมาณ 17–20 ล้านคัน
จากข้อมูลการขับเคลื่อนระบบประกันภัยของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และกรมการขนส่งทางบก พบว่า มีผู้ทำประกันภัย พ.ร.บ. ครอบคลุมประมาณ 25–30 ล้านราย ต่อปี และยังมีบางส่วนที่ยังไม่อยู่ในระบบ เช่น รถที่ไม่ได้ต่อภาษีหรือไม่ได้ใช้งานจริง
สำหรับความคุ้มครองตามพ.ร.บ.สำหรับรถยนต์ มีการปรับเพิ่มวงเงินชดเชยกรณีเสียชีวิตจาก พ.ร.บ. จาก 300,000 บาท เป็น 500,000 บาท โดยไม่ปรับเพิ่มเบี้ยประกันภัย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563 ตามประกาศของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
ส่วนราคาเบี้ยประกันรถตามพ.ร.บ. มีดังนี้


ต่อเรื่องดังกล่าว นายอานนท์ วังวสุ ประธานบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด เปิดเผยว่า ผลจากการปรับเพิ่มความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจาก 3 แสนบาทเป็น 5 แสนบาท ตั้งแต่ปี 2563 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน การประกันพ.ร.บ. นับว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นเยอะมาก มีสินไหมทดแทนเฉพาะรถจักรยานยนต์ประมาณ 125% ขาดทุนประมาณ 1,800 ล้านบาท/ปี ดังนั้น ตลอดทุกปีที่ผ่านมา บริษัทฯประกันภัยจะแก้ปัญหาโดยนำเบี้ยประกันพ.ร.บ.รถยนต์ และภาคสมัครใจ ที่ยังพอมีกำไร มาช่วยสมทบการขาดทุนของรถมอเตอร์ไซด์ จึงสามารถประคับประคองมาได้ จากจุดนี้เอง ทางบริษัทประกันภัยจึงเริ่มมีแนวคิดที่จะปรับเบี้ยประกันรถมอเตอร์ไซด์เพื่อแก้ปัญหาขาดทุนสะสมแต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุป
"การประกันพ.ร.บ.รถจักรยานยนต์ ไม่ได้มีกำไรเพราะขาดทุนมาตั้งแต่ต้นแล้ว ซึ่งเราบริหารจัดการโดยระบบ รถยนต์พอมีกำไร และจ่ายเงินสมทบให้บริษัทกลางฯ ตามหลักของการถัวเฉลี่ย ดังนั้นหากพิจารณาถึงเรื่องความเสี่ยงเพียงอย่างเดียว ก็ต้องปรับขึ้นเบี้ยประกันรถมอเตอร์ไซด์ แต่ถ้ามองเรื่องการบริหารจัดการเชิงระบบ ก็ขึ้นอยู่ที่นโยบายของภาครัฐด้วย เพราะรถมอเตอร์ไซด์ คนที่ใช้ส่วนใหญ่มีรายได้น้อยและเป็นคนจำนวนมากกว่า 20 ล้านคน ดังนั้นตนคิดว่าหากจะปรับเบี้ยประกันเพิ่ม มีแนวคิดให้ไปปรับที่ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจดีกว่า ยกตัวอย่างเช่น กำหนดว่าภายใน 2 ปีจะปรับความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจาก 5 แสนบาท เพิ่มเป็น 1 ล้านบาท ขั้นต่ำ หากรวมกับประกันพ.ร.บ.จะได้รับความคุ้มครองเป็น 1.5 ล้านบาท และปีถัดไป เพิ่มเป็น 2 ล้านบาท ทยอยเพิ่มเป็นขั้นบันได เป็นต้น

อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตุว่า รถยนต์ที่เฉี่ยวชนกันจนมีเคลมปัจจุบัน ยกตัวอย่างคิดค่าเสียหายโดยรวม 100 บาท จะถูกแบ่งเป็นค่าอะไหล่ 45 บาท ค่าแรงซ่อม 35 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายคนตาย-คนเจ็บประมาณ 5-8 บาท เท่านั้น คนที่ได้ประโยชน์จากการประกันภัยกลายเป็นกลุ่มบริษัทขายอะไหล่รถยนต์ อู่ซ่อมรถ ผมจึงคิดว่าเราควรดูแลประชาชนคนไทยให้มากกว่านี้นำเสนอให้เขาทำประกันเพื่อให้ประกันเข้ามารองรับความเสี่ยงให้มากขึ้น" นายอานนท์ กล่าว
สำหรับบริษัทกลางนั้น โดยโครงสร้างได้รับเงินสมทบจากบริษัทสมาชิกประกันพ.ร.บ.รถยนต์ ประมาณ 12.25% ต่อปี หรือประมาณ 1,800 ล้านบาท/ปี ซึ่งใกล้เคียงกับยอดขาดทุนของประกันพ.ร.บ.เพราะลอสเลโชรถมอเตอร์ไซด์ ประมาณ 125% ขาดทุนประมาณ 1,800 ล้านบาท/ปี
ทั้งนี้ หากย้อนไปกว่า 10 ปีก่อน ความคุ้มครองพ.ร.บ.ยังมีเพียง 3 แสนบาทเท่านั้น ยังพอมีกำไร บริษัทกลางฯ ก็ยังมีเงินส่วนต่างที่เหลือที่สมทบเป็นเงินกองทุนอยู่เพียงพอที่จะรองรับประกันพ.ร.บ.รถมอเตอร์ไซด์ได้ แต่ช่วงที่เกิดสถานการณ์โควิดเป็นต้นมา ที่บริษัทประกันภัยเดือดร้อนจากการจ่ายสินไหมโควิด บริษัทกลางฯ ประสานงานกับคปภ.ขอลดเงินสมทบเหลือ 6% ซึ่ง 3 ปีนี้ก็นับว่าคืนกลับไปให้บริษัทสมาชิกไปเกือบ 3,000 ล้านบาท โดยไตรมาส 4 สิ้นปี 2569 เดือนตุลาคมจะปรับเงินสมทบกลับมาที่เดิมหรือ 12.25% ซึ่งในภาพรวมแล้วถือว่าบริษัทกลางฯ ยังมีเงินเพียงพอในการบริหารพอร์ตประกันรถมอเตอร์ไซด์
"นอกจากนี้ บทบาทสำคัญของบริษัทกลางฯ มุ่งเน้นความปลอดภัยทางถนน รณรงค์ลดอุบัติเหตุอย่างจริงจัง โดยจากตัวเลขการเสียชีวิตของคนไทยประมาณ 15,000-20,000 คน ต่อปี ส่วนใหญ่ผู้เสียชีวิตจะมาจากถนนรอง ทางแยกที่ไม่มีสัณญาณไฟ ไม่มีไฟฟ้าส่องสว่างในตอนกลางคืน ดังนั้น ปีนี้ 2569 จึงมีแนวคิดจะปรับเปลี่ยน "แยกวัดใจ" ให้เป็น "แยกปลอดภัย" โดยจะทำเป็น "วงเวียนเคลื่อนที่" เป็นลักษณะกรวยทรงสูงประมาณ 1 เมตร สะท้อนแสง บนยอดกรวยจะติดโซล่าเซลล์ มีไฟส่องสว่าง เพื่อนำไปติดตามทางแยกที่อันตราย โดยจะประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและ ท้องถิ่น ให้ช่วยสำรวจพื้นที่หรือจุดแยกที่ทำให้มีอุบัติเหตุบ่อยๆ สามารถนำไปติดตั้งได้ โครงการนี้บริษัทกลางฯ จะร่วมมือกับสำนักงานคปภ.เพื่อช่วยดีไซด์แบบกรวยที่จะนำไปจัดทำในอนาคตต่อไป" นายอานนท์ กล่าวสรุป 












